ปัญหาชุมชนแออัด

IS Graffic.docx ปัญหาชุมชนแออัด

ปัญหาเด็กถูกทอดทิ้ง

กราฟฟ_ก

 

 

สถานการณ์ปัจจุบัน

ในปัจจุบันปัญหาเด็กถูกทอด ทิ้งและเด็กกำพร้านับว่าเป็นอีกปัญหาหนึ่งที่ต้องได้รับการแก้ไขโดยเร็วที่ สุดเนื่องจากในสถานสงเคราะห์เด็กอ่อนพญาไทพบว่าสถานสงเคราะห์ได้รับเด็กที่ถูกทอดทิ้งเข้ามาเลี้ยง เฉลี่ยแล้ว 44-45 คนต่อเดือน โดย 80% ถูกส่งตัวจากโรงพยาบาลในเขตกรุงเทพมหานครและจังหวัดในภาคกลาง อีก 20% รับตัวมาจากตำรวจหรือกลุ่มที่พ่อแม่ทิ้งไว้กับคนรับจ้างและสถานที่สาธารณะอื่นๆ ทั้งนี้จากการสืบค้นพบว่าเด็กที่ถูกทอดทิ้งในปัจจุบันเกิดจากแม่ที่เป็นวัยรุ่นวัยเรียนเป็นส่วนใหญ่ โดยเฉพาะนักศึกษาที่ยังเรียนไม่จบ สาวโรงงานที่ไม่สามารถเลี้ยงลูกได้ และกลุ่มวัยรุ่นที่ติดยาเสพติด

สาเหตุของปัญหา

–                   ขาดความรู้ ความเข้าใจในเรื่องของการมีบุตร

–                   ปัญหาครอบครัว

–                   ครอบครัวมีฐานะยากจนเกินกว่าที่จะดูแลเด็ก

–                   การตั้งครรภ์โดยไม่พึงประสงค์

–                   เด็กมีความบกพร่องหรือพิการ

 

ผลกระทบของปัญหา

–                   เด็กจะเกิดปัญหาการไม่เห็นค่าของตนเอง

–                   นำมาซึ่งปัญหาการใช้แรงงานเด็กอย่างไม่เป็นธรรมและผิดกฎหมายคุ้มครองแรงงาน

–                   เด็กไม่สามารถเข้าถึงบริการของรัฐและสิทธิที่ควรได้รับ

ผลกระทบต่อสังคม

  1. สถิติ เด็กและเยาวชนทำผิดสูงขึ้น จากรายงานคดีเกี่ยวกับเด็กที่ถูกจับเข้าสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน พบว่า ความผิดฐานลักทรัพย์ ทำร้ายร่างกาย ข่มขืนกระทำชำเรา (ซ่องโจร และยาเสพติด เป็นฐานความผิดที่มีสถิติสูงสุด จากที่เด็กเคยตกเป็นเหยื่ออันเนื่องมาจากปัญหาการทอดทิ้งเด็ก
  2. ปัญหาเด็กถูกทอดทิ้งเป็นปัญหาที่สร้างภาระให้กับสังคมที่จะต้องดูแล โดยเฉพาะหน่วยที่เข้ามามีบทบาทการรับดูแลเด็กที่ถูกทอดทิ้ง
  3. สังคมเกิดความไม่เป็นระเบียบจากปัญหาที่เกิดขึ้นหากไม่มีการดูแลและแก้ไขอย่างต่อเนื่อง

-lis� � e0 � ’>-                   เด็กมีความบกพร่องหรือพิการ

 

 

ผลกระทบของปัญหา

–                   เด็กจะเกิดปัญหาการไม่เห็นค่าของตนเอง

–                   นำมาซึ่งปัญหาการใช้แรงงานเด็กอย่างไม่เป็นธรรมและผิดกฎหมายคุ้มครองแรงงาน

–                   เด็กไม่สามารถเข้าถึงบริการของรัฐและสิทธิที่ควรได้รับ

การป้องกันและแก้ไขปัญหา

–                   ควร ให้ความรู้ความเข้าใจแก่เด็กและเยาวชนรวมถึงบุคคลทั่วไปที่ต้องการจะมีบุตร

–                   ส่งเสริมให้มีการจัดโครงการกิจกรรมเกี่ยวกับครอบครัว

–                   มีการจักการฟื้นฟูสภาพครอบครัว การเข้าไปให้ความช่วยเหลือครอบครัวที่อยู่ในภาวะวิกฤติ เพื่อช่วยแก้ปัญหา

–                   กรณี เด็กถูกทอดทิ้งควรจัดหาสถานที่หรือครอบครัวใหม่หรือผู้อุปการะเด็กตามความ เหมาะสม

–                   รัฐบาล ในฐานะผู้บริหารประเทศจะต้องแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ เพื่อให้ผู้ที่มีฐานะยากจนสามารถอยู่ได้ตามอัตภาพไม่ต้องดิ้นรนเช่นปัจจุบัน ซึ่งส่งผลให้เกิดภาวะเครียดภายในครอบครัวและเสี่ยงต่อความรุนแรงในครอบครัว

�> @��0 � �ะสิทธิที่ควรได้รับ

 

สรุป ได้ว่าการขาดความรักความอบอุ่นจาก               สถาบันครอบครัวยังถือเป็นปัญหาลำดับแรกที่ ต้องให้ความสำคัญ และในอนาคตสถานการณ์เด็กถูกทอดทิ้งจะรุนแรงขึ้นอย่างแน่นอน หากเด็กที่ถูกทอดทิ้งเหล่านี้เติบโตขึ้นจากการได้รับความรักอย่างฉาบฉวยโดย ไม่รู้จักรากฐานของความรักที่แท้จริง เด็ก จึงต้องตกอยู่ในสภาพของเด็กกำพร้า ได้รับการเลี้ยงดูแบบตามมีตามเกิดและต้องอยู่ในสถานสงเคราะห์อย่างถาวร

ve;1� dx�u X�j n style=’left:0px;position:absolute;left:-26px;top:-15px;width:333px;height:672px’>สถานการณ์ปัจจุบัน

 

ในปัจจุบันปัญหาเด็กถูกทอด ทิ้งและเด็กกำพร้านับว่าเป็นอีกปัญหาหนึ่งที่ต้องได้รับการแก้ไขโดยเร็วที่ สุดเนื่องจากในสถานสงเคราะห์เด็กอ่อนพญาไทพบว่าสถานสงเคราะห์ได้รับเด็กที่ถูกทอดทิ้งเข้ามาเลี้ยง เฉลี่ยแล้ว 44-45 คนต่อเดือน โดย 80% ถูกส่งตัวจากโรงพยาบาลในเขตกรุงเทพมหานครและจังหวัดในภาคกลาง อีก 20% รับตัวมาจากตำรวจหรือกลุ่มที่พ่อแม่ทิ้งไว้กับคนรับจ้างและสถานที่สาธารณะอื่นๆ ทั้งนี้จากการสืบค้นพบว่าเด็กที่ถูกทอดทิ้งในปัจจุบันเกิดจากแม่ที่เป็นวัยรุ่นวัยเรียนเป็นส่วนใหญ่ โดยเฉพาะนักศึกษาที่ยังเรียนไม่จบ สาวโรงงานที่ไม่สามารถเลี้ยงลูกได้ และกลุ่มวัยรุ่นที่ติดยาเสพติด

จัดทำโดย

                 นางสาวบุบผา  จิตรภักดี

                 นางสาวศศิวิมล  สิงโหพล

                 นางสาวสุกัญญา  ทิพงษ์

                 นางสาวสุปราณี  ศรีหากันยา

                 นางสาวอมิตา  บุญวงศ์

             นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5/6

 

      โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาภาคใต้

ปัญหาภาวะโลกร้อน

230362_543315525696360_1963695489_n

 

 

ภาวะโลกร้อน คือ

ภาวะโลกร้อน คือ การที่ อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกเพิ่มขึ้นจากภาวะเรือน กระจก หรือที่เรารู้จักกันดีในชื่อ ว่า Green house effect ซึ่งมีต้นเหตุจากการที่มนุษย์ ได้เพิ่มปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ จาก การเผาไหม้เชื้อเพลิงต่างๆ การขนส่ง และ การผลิตในโรงงานอุตสาหกรรม นอกจากนั้น มนุษย์เรายังได้เพิ่มก๊าซกลุ่มไนตรัสออกไซด์ และคลอโรฟลูโรคาร์บอน ( CFC) เข้าไปอีก ด้วย พร้อมๆกับการที่เราตัดและทำลาย ป่าไม้จำนวนมหาศาลเพื่อสร้างสิ่งอำนวย ความสะดวกให้แก่มนุษย์ ทำให้กลไกใน การดึงเอาก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกไป จากระบบบรรยากาศถูกลดทอนประสิทธิ ภาพลง และในที่สุดสิ่งต่างๆที่เราได้กระทำ ต่อโลกได้หวนกลับมาสู่เราในลักษณะของ ภาวะโลกร้อน

สาเหตุภาวะโลกร้อน

สาเหตุภาวะโลกร้อนเป็นภัยพิบัติที่มาถึง โดยที่เราทุกคนต่างทราบถึงสาเหตุของการเกิดเป็นอย่างดี นั่นคือ การที่มนุษย์เผาผลาญเชื้อเพลิงฟอสซิล เช่น ถ่านหิน น้ำมัน และก๊าซธรรมชาติ เพื่อผลิตพลังงาน ทำให้เกิดก๊าซเรือนกระจก ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญในการเกิดภาวะโลกร้อน                                                                                 ก๊าซเรือนกระจก (Greenhouse Gas)
      เป็นก๊าซที่มีคุณสมบัติในการดูดซับคลื่นรังสีความร้อน หรือรังสีอินฟาเรดได้ดี ก๊าซเหล่านี้มีความจำเป็นต่อการรักษาอุณหภูมิในบรรยากาศของโลกให้คงที่ ซึ่งหากบรรยากาศโลกไม่มีก๊าซเรือนกระจกในชั้นบรรยากาศ ดังเช่นดาวเคราาะห์ดวงอื่นๆในระบบสุริยะแล้ว จะทำให้อุณหภูมิในตอนกลางวันนั้นร้อนจัด และในตอนกลางคืนนั้นหนาวจัด เนื่องจากก๊าซเหล่านี้ดูดคลื่นรังสีความร้อนไว้ในเวลากลางวัน แล้วค่อยๆ แผ่รังสีความร้อนออกมาในเวลากลางคืน ทำให้อุณหภูมิในบรรยากาศโลกไม่เปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลัน มีก๊าซจำนวนมากที่มีคุณสมบัติในการดูดซับคลื่นรังสีความร้อน และถูกจัดอยู่ในกลุ่มก๊าซเรือนกระจก ซึ่งมีทั้งก๊าซที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติและเกิดจากกิจกรรมของมนุษย์ ก๊าซเรือนกระจกที่สำคัญคือ ไอน้ำ ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ โอโซน มีเทนและไนตรัสออกไซด์ สารซีเอฟซี เป็นต้น แต่ก๊าซเรือนกระจกที่ถูกควบคุมโดยพิธีสารเกียวโต มีเพียง 6 ชนิด โดยจะต้องเป็นก๊าซที่เกิดจากกิจกรรมของมนุษย์ เท่านั้น ได้แก่
ทั้งนี้ ยังมีก๊าซเรือนกระจกที่เกิดจากกิจกรรมของมนุษย์ที่สำคัญอีกชนิดหนึ่ง คือ                                               สารซีเอฟซี (CFC หรือ Chlorofluorocarbon) ซึ่งใช้เป็นสารทำความเย็นและใช้ในการผลิตโฟม แต่ไม่ถูกกำหนดในพิธีสารเกียวโต เนื่องจากเป็นสารที่ถูกจำกัดการใช้ในพิธีสารมอนทรีออลแล้ว

 

กิจกรรมต่าง ๆ ของมนุษย์ กำลังเพิ่มปริมาณก๊าซเรือนกระจกเหล่านี้ (อาจยกเว้นไอน้ำ)                                                       – การเผาไหม้เชื้อเพลิงจากถ่านหิน น้ำมันและก๊าซธรรมชาติ                                                                                                  – การตัดไม้ทำลายป่าทำให้เกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์                                                                                                – การทำการเกษตรและการปศุสัตว์ปล่อยก๊าซมีเทนและไนตรัสออกไซด์                                                                 – ควันจากท่อไอเสียรถยนต์ปล่อยก๊าซโอโซน

ผลกระทบจากภาวะโลกร้อน

1. ผลกระทบด้านนิเวศวิทยา

แถบขั้วโลกได้รับผลกระทบมากสุดและก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงมากมาย  โดยเฉพาะอย่างยิ่งภูเขาน้ำแข็ง ก้อนน้ำแข็งจะละลายอย่างรวดเร็ว ทำให้ระดับน้ำทะเลทางขั้วโลกเพิ่มขึ้น และไหลลงสู่ทั่วโลกทำให้เกิดน้ำท่วมได้ทุก ทวีป นอกจากนี้จะพลอยทำให้สัตว์ทางทะเลเสียชีวิตเพราะระบบนิเวศเปลี่ยนแปลง

ส่วนทวีปยุโรป ยุโรปใต้ภูมิประเทศจะกลายเป็นพื้นที่ลาดเอียงเกิดความแห้งแล้ง ในหลายพื้นที่ปัญหาอุทกภัยจะเพิ่มขึ้นเนื่องจากธารน้ำแข็งบนบริเวณยอดเขาสูงที่ปกคลุมด้วยหิมะจะละลายจนหมด

ขณะที่เอเชียอุณหภูมิจะสูงขึ้นเกิดฤดูกาลที่แห้งแล้ง มีน้ำท่วม ผลิตผลทางอาหารลดลง ระดับน้ำทะเลสูงขึ้นสภาวะอากาศ แปร ปรวนอาจทำให้เกิดพายุต่าง ๆ มากมายเข้าไปทำลายบ้านเรือนที่อยู่อาศัยของประชาชน ซึ่งปัจจุบันก็เห็นผลกระทบได้ชัดไม่ว่าจะเป็นใต้ฝุ่นกก

แต่แถบทวีปอเมริกาเหนืออุตสาหกรรมการผลิตอาหารจะได้รับผลประโยชน์เนื่องจากอากาศที่อุ่นขึ้น พร้อม ๆ กับทุ่งหญ้าใหญ่ของแคนาดาและทุ่งราบใหญ่สหรัฐอเมริกา

นักวิจัยได้มีการคาดประมาณอุณหภูมิผิวโลกในอีก 100 ปีข้างหน้า หรือประมาณปี 2643 ว่า อุณหภูมิจะสูงขึ้นจากปัจจุบันราว 4.5 องศาเซลเซียส เนื่องจากคาดการณ์ว่า จะมีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ถึงร้อยละ 63 และก๊าซมีเทนร้อยละ 27 ของก๊าซเรือนกระจก

สำหรับประเทศไทยมีอุณหภูมิสูงขึ้นประมาณ 1 องศาเซลเซียส ในช่วง 40 ปี อย่างไรก็ตาม
หากอุณหภูมิเพิ่มสูงขึ้น 2- 4 องศาเซลเซียส จะทำให้พายุไต้ฝุ่นเปลี่ยนทิศทาง เกิดความรุนแรง
และมีจำนวนเพิ่มขึ้นร้อยละ 10-20 ในอนาคต นอกจากนี้ ฤดูร้อนจะขยายเวลายาวนานขึ้น ในขณะที่ฤดูหนาวจะสั้นลง

 

2. ผลกระทบด้านเศรษฐกิจ

รัฐที่เป็นเกาะเล็ก ๆ ของทวีปอเมริกาจะได้รับผลจากระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นกัดกร่อนชายฝั่ง จะสร้างความเสียหายแก่ระบบนิเวศ แนวปะการังจะถูกทำลาย ปลาทะเลประสบปัญหา เนื่องจากระบบนิเวศที่แปรเปลี่ยนไป ธุรกิจท่องเที่ยวทางทะเลที่สำคัญจะสูญเสียรายได้มหาศาล

นอกจากนี้ ในเอเชียยังมีโอกาสร้อยละ 66-90 ที่อาจเกิดฝนกระหน่ำและมรสุมอย่างรุนแรง รวมถึงเกิดความแห้งแล้งในฤดูร้อนที่ยาวนาน ทั้งนี้ ในปี 2532-2545 ประเทศไทยเกิดความเสียหาย จากอุทกภัย พายุ และภัยแล้ง คิดเป็นมูลค่าเสียหายทางเศรษฐกิจมากกว่า 70,000 ล้านบาท

รายงาน ” Global Deserts Outlook” ของโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ
เนื่องในวันสิ่งแวดล้อมโลก 5 มิถุนายน ชี้ว่า ภายใน 50 ปีข้างหน้า ระบบนิเวศวิทยาทะเลทราย จะเปลี่ยนแปลงไปทั้งด้านชีววิทยา เศรษฐกิจและวัฒนธรรม

ปัจจุบันพืชและสัตว์ทะเลทราย คือแหล่งทรัพยากรมีคุณค่าสำหรับผลิตยาและธัญญาหารใหม่ๆ
ที่ทำให้ไม่ต้องสิ้นเปลืองน้ำและยังมีช่องทางเศรษฐกิจใหม่ๆ ที่เป็นมิตรกับธรรมชาติ เช่น การทำฟาร์มกุ้งและบ่อปลาในทะเลทรายรัฐอาริโซนาและทะเลทรายเน เจฟในอิสราเอล

อย่างไรก็ตาม ทะเลทรายที่มีอยู่ 12 แห่งทั่วโลก กำลังเผชิญปัญหาใหญ่ ไม่ใช่เรื่องการขยายตัว แต่เป็นความแห้งแล้งเนื่องจากโลกร้อน ธารน้ำแข็งซึ่งส่งน้ำมาหล่อเลี้ยงทะเลทรายในอเมริกาใต้กำลังละลาย น้ำใต้ดินเค็มขึ้น รวมทั้งผลกระทบที่เกิดจากน้ำมือมนุษย์ ซึ่งหากไม่มีการลงมือป้องกันอย่างทันท่วงที ระบบนิเวศวิทยาและสัตว์ป่าในทะเลทรายจะสูญหายไปภายใน 50 ปีข้างหน้า

ในอนาคตประชากร 500 ล้านคนที่อาศัยอยู่ในเขตทะเลทรายทั่วโลกจะอยู่ไม่ได้อีกต่อไป เพราะอุณหภูมิสูงขึ้นและน้ำถูกใช้จนหมดหรือเค็มจนดื่มไม่ได้

3. ผลกระทบด้านสุขภาพ 
ภาวะโลกร้อนไม่เพียง ทำให้ระบบนิเวศเปลี่ยนแปลงไปแต่มีสิ่งซ่อนเร้นที่แอบแฝงมาพร้อม ปรากฏการณ์นี้ด้วยว่าโลกร้อนขึ้นจะสร้างสภาวะที่พอเหมาะพอควรให้เชื้อโรคเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว

โลกร้อนขึ้นจะก่อให้เกิด สภาพแวดล้อมที่เหมาะสมแก่การฟักตัวของเชื้อโรคและศัตรูพืช ที่เป็นอาหารของมนุษย์บางชนิด โรคที่ฟักตัวได้ดีในสภาพร้อนชื้นของโลก จะสามารถเพิ่มขึ้นมากในอีก 20 ปีข้างหน้า ทั้งจะมีการติดเชื้อเพิ่มมากขึ้นในโรคมาลาเรีย ไข้ส่า อหิวาตกโรค และอาหารเป็นพิษนักวิทยาศาสตร์ในที่ประชุมองค์การอนามัยโลก และ London School of Hygiene and Tropical Medicine วิทยาลัยศึกษาด้านสุขอนามัยและเวชศาสตร์เขตร้อนของอังกฤษ แถลงว่า ในแต่ละปีประชาชนราว 160,000 คนเสียชีวิตเพราะได้รับผลกระทบจากภาวะโลกร้อน ตั้งแต่โรคมาลาเรีย ไปจนถึงการขาดแคลนสุขอนามัยที่ดี และตัวเลขผู้เสียชีวิตนี้อาจเพิ่มขึ้นเกือบสองเท่าตัวในอีก 17 ปีข้างหน้า แถลงการณ์ของคณะแพทย์ระดับโลกระบุว่า เด็กในประเทศกำลังพัฒนาจัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยงมากที่สุด เช่นในประเทศแถบแอฟริกา ละตินอเมริกา และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่จะต้องเผชิญกับการแพร่ขยายของการขาดแคลนสุขอนามัยโรคท้องร่วง และโรคมาเลเรีย ท่ามกลางอุณหภูมิโลกร้อนขึ้น น้ำท่วม และภัยแล้ง

วิธีการแก้ไขและป้องกันภาวะโลกร้อน

1. ลดการใช้พลังงานที่ไม่จำเป็นจากเครื่องใช้ไฟฟ้า เช่น แอร์ เครื่องปรับอากาศพัดลมลม หากเป็นไปได้ ใช้วิธี เปิดหน้าต่าง ซึ่งบางช่วงที่อากาศดีๆ สามารถทำได้เช่นหลังฝนตก หรือช่วงอากาศเย็น เป็นการลดค่าไฟ และ ลดความร้อน เนื่องจากหลักการทำความเย็นนั้นคือ การถ่ายเทความร้อนออก ดังนั้นเวลาเราใช้แอร์ จะเกิดปริมาณความร้อนบริเวณหลังเครื่องระบายความร้อน
2. เลือกใช้ระบบขนส่งมวลชน ในกรณีที่สามารถทำได้ ได้แก่ รถไฟฟ้า รถตู้รถเมล์ เนื่องจากพาหนะ แต่ละคัน จะเกิดการเผาผลาญเชื้อเพลิง ซึ่งจะเกิดความร้อนและ ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ดังนั้นเมื่อลดปริมาณจำนวนรถ ก็จะลดจำนวนการเผาไหม้บนท้องถนน ในแต่ละวันลงได้
3. เวลาเดินเข้าห้างสรรพสินค้า หากมีใครเปิดประตูทิ้งไว้ ให้ช่วยปิดด้วยเนื่องจากห้างสรรพสินค้าแต่ละห้างนั้น มีพื้นที่มาก กว่าจะทำให้เกิดความเย็นได้ ก็จะก่อให้เกิด เกิดความร้อนปริมาณมาก ดังนั้นเมื่อมีคนเปิดประตูทิ้งไว้ แอร์ก็จะยิ่งทำงานมากขึ้นเพื่อให้ได้ความเย็นตามที่ระบุไว้ในเครื่อง ซึ่งประตูที่เปิดอยู่จะนำความร้อนมาสู่ตัวห้างเครื่องก็จะทำงานวนอยู่อย่างนั้น ซึ่งเป็นสาเหตุให้เกิดความร้อนอีกปริมาณมากต่อสภาพ
ภายนอก
4. พยายามรับประทานอาหารให้หมด เศษอาหารที่เหลือทิ้งไว้จะก่อให้เกิดก๊าซมีเทนซึ่งก่อให้เกิดปริมาณความร้อนต่อโลก เมื่อหลายคนรวมๆกันก็เป็นปริมาณความร้อนที่มาก
5. ช่วยกันปลูกต้นไม้ เพราะต้นไม้จะคายความชุ่มชื้นให้กับโลก และ ช่วยดูดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งเป็นสาเหตุภาวะเรือนกระจก
6. การชวนกันออกไปเที่ยวธรรมชาติภายนอก ก็ช่วยลดการใช้ปริมาณไฟฟ้าได้
7. เวลาซื้อของพยายามไม่รับภาชนะที่เป็นโฟม หรือกรณีที่เป็นพลาสติก เช่นขวดน้ำพยายามนำกลับมาใช้อีก เนื่องจากพลาสติกเหล่านี้ทำการย่อยสลายยาก ต้องใช้ปริมาณความร้อน เหมือนกับตอนที่ผลิตมันมา ซึ่งจะก่อให้เกิดความร้อนกับโลกของเราเราสามารถนำกลับมาใช้เป็นภาชนะใส่น้ำแทนกระติกน้ำได้ หรือใช้ปลูกต้นไม้ก็ได้
8. ไม่รับประทานเนื้อสัตว์ที่เคี้ยวเอื้อง เนื่องจากสัตว์เหล่านี้ อุจจาระจะปล่อยก๊าซมีเทนออกมา ดังนี้อุตสาหกรรมเลี้ยงสัตว์ประเภทนี้ เมื่อมีจำนวนมากก็จะก่อให้เกิดความร้อนกับโลกเรามาก
9. ใช้กระดาษด้วยความประหยัด กระดาษแต่ละแผ่น ทำมาจากการตัดต้นไม้ ซึ่งเป็นเสมือนปราการสำคัญของโลกเรา ดังน้นการใช้กระดาษแต่ละแผ่นควรใช้ให้ประหยัดทั้งด้านหน้าหลัง ใช้เสร็จควรนำมาเป็นวัสดุรอง หรือ นำมาเช็ดกระจกก็ได้นอกจากนี้การนำกระดาษไปเผาก็จะเกิดความร้อนต่อโลกเราเช่นกัน
10. ไม่สนับสนุนกิจการใดๆ ที่สิ้นเปลืองทรัพยากรของโลกเรา และควรสนับสนุนกิจการที่มีการคำนึงถึงการรักษาสิ่งแวดล้อม

อ้างอิง

อุษา  สัตย์ซื่อ.  (2550).  ภาวะโลกร้อน. [ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก : //http://

th.wikipedia.org/wiki.  (วันที่ค้นข้อมูล: 8 ธันวาคม 2555)

สุกัญญา  จะนันท์.  (2551).  สาเหตุภาวะโลกร้อน. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : http://www.globalwarmer.

com combrpoly.net/wwww.html.  (วันที่ค้นข้อมูล: : 8 ธันวาคม 2555)

สุภาพร  วิมุขตานันดา.  (2550).  ผลกระทบหลักโลกร้อน. [ออนไลน์].   เข้าถึงได้จาก : // http://www.

energysavingmedia.com. (วันที่ค้นข้อมูล: : 8 ธันวาคม 2555)

 

จัดทำโดย

นางสาวภัสรา         กัววงศ์           เลขที่ 20

นางสาวริศรา          ริยาพันธ์        เลขที่ 22

นางสาววริษฐา       ไทยบุรี          เลขที่ 23

นางสาวโสรยา        ริยาพันธ์        เลขที่ 29

นางสาวอาภากุล     เขมะดุษฎี      เลขที่ 31

ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5/6

� d’�� �� span lang=TH>จะนันท์.  (2551).  สาเหตุภาวะโลกร้อน. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : http://www.globalwarmer.

 

com combrpoly.net/wwww.html.  (วันที่ค้นข้อมูล: : 8 ธันวาคม 2555)

สุภาพร  วิมุขตานันดา.  (2550).  ผลกระทบหลักโลกร้อน. [ออนไลน์].   เข้าถึงได้จาก : // http://www.

energysavingmedia.com. (วันที่ค้นข้อมูล: : 8 ธันวาคม 2555)

เมาแล้วขับถูกจับทุกราย

m

สุราคืออะไร

สุรา มาจากคำว่า สุระ ที่แปลว่า กล้าหาญ คือคนที่ดื่มสุราแล้วจะมีความกล้าหาญกว่าปกติ ซึ่งความกล้าหาญนี้ก็คือความรู้สึกไม่กลัวอะไร แต่ถ้าไม่กลัวในสิ่งที่ควรกลัวก็จัดว่าเป็นความบ้า ซึ่งคนที่ดื่มสุราแล้วจะเป็นคนบ้าเสียมากกว่า เพราะจะไม่กลัวแม้จะทำสิ่งที่ชั่วหรือไม่ดีก็ตาม
สุรานั้นเมื่อดื่มเข้าไปแล้วแอลกอฮอล์ก็จะเข้าไปทำให้สมองมึนชา จึงทำให้ประสิทธิภาพกาทำงานของสมองลดลง คือคิดอะไรไม่ค่อยออก จำอะไรไม่ค่อยได้ จึงมักทำอะไรไปตามความรู้สึกที่กำลังเกิดอยู่เฉพาะหน้าโดยขาดความยั้งคิด หรือขาดสติไตร่ตรองว่าสิ่งที่ทำลงไปนั้นจะเกิดผลร้ายตามมาอย่างไรในภายหลัง นี่เองที่ทำให้คนดื่มสุรามักเกิดการทะเลาะวิวาทกันอยู่เสมอเพราะเมื่อดื่มสุราเข้าไปมากๆแล้วจะเกิดความรู้สึกไม่กลัวใคร ไม่กลัวอะไรทั้งสิ้น และยังทำให้เป็นคนหน้าด้านไม่อายใคร ซึ่งแม้การทำร้าบุคคลที่เคยรักกันมาก่อนก็สามารถทำได้โดยง่าย และแม้การที่มีคนติดโรคเอดส์มากมายก็มีสาเหตุมาจากการดื่มสุรานี้ด้วย

เมื่อแอลกอฮอล์เข้าไปในสมองมากๆ ก็จะทำให้การควบคุมร่างกายผิดปกติ เช่นเดินไม่ตรงทาง การควบคุมมือและเท้าผิดปกติ สายตาก็ทำงานได้ไม่ดี ยิ่งถ้าไปขับขี่ยานพาหนะก็จะทำให้ไม่สามารถควบคุมยานพาหนะได้ดี จึงมักเกิดอุบัติเหตุได้ง่าย ซึ่งก็นำมาซึ่งความสูญเสียได้มากมายทั้งแก่ตนเองและผู้อื่น
แอลกอฮอล์นั้นเมื่อเข้าไปสู่สมองมากๆและบ่อยๆก็ย่อมที่จะทำให้เนื้อสมองเกิดความเสียหาย คือมันจะทำลายประสิทธิภาพของเนื้อสมอง ทำให้เกิดความจำไม่ดี และคิดอะไรไม่ค่อยออก รวมทั้งเมื่อตับต้องทำงานหนักเพื่อกำจัดแอลกอฮอล์ออกจากร่างกายอยู่บ่อยๆ มันก็ย่อมที่จะเสื่อมประสิทธิภาพลง แล้วมันก็จะทำให้ร่างกายเกิดเจ็บป่วยหรือเกิดโรคต่างๆขึ้นมาได้โดยง่าย

สาเหตุที่ทำให้คนดื่มสุรา

  1. 1.              เกิดจากความเครียด  คือสภาพปัญหาที่เกิดขึ้นในชีวิต เช่น ปัญหาการเงิน ปัญหาการงาน ปัญหาครอบครัว ปัญหาการเรียน ปัญหาสุขภาพ ปัญหามลพิษ ปัญหารถติด ปัญหาน้ำท่วม ปัญหาฝนแล้ง ปัญหาความขัดแย้งระหว่างบุคคล ฯลฯ ปัญหาเหล่านี้จะเป็นตัวกระตุ้นให้คนเราเกิดความเครียดขึ้นมาได้
  2. 2.              มีงานสังสรรค์ในหมู่เพื่อนฝูง    เช่น งานวันเกิด  งานเลี้ยงรุ่น  งานแต่ง   เป็นต้น ซึ่งเมื่อได้พบปะกับเพื่อนๆกันแล้วก็คงหนีไม่พ้นเรื่องของสุรา
  3. 3.              ตามเพื่อนฝูง  อยากลอง   เห็นเพื่อนทำอะไรก็ทำตามเพื่อน  บางคนต้องการเป็นที่ยอมรับของบรรดาเพื่อนๆ
  4. 4.              การติดในความสุขที่ได้ดื่ม คือบางคนนั้นกินสุราได้ทุกวัน และขาดไม่ได้เพราะเป็นโรคติดสุรา
  5. 5.              เลิกคบเพื่อนคนที่ดื่มสุรา  เมื่อเพื่อนดื่มสุราเพื่อนก็ต้องชวนเราดื่มด้วย ซึ่งบางคนปฏิเสธไม่ได้ก็ตต้องดื่มกับเพื่อนด้วย

ปัจจัยที่เสี่ยงต่อการเป็นโรคและอุบัติเหตุในการดื่มสุรา

 

1. กลุ่มโรคทางระบบประสาท (Unipolar major depression), (Epilepsy), (Alcohol-use disorders)

1. โรคเวนิคเค ; ความจำเสื่อมอย่างมาก สติสัมปชัญญะสับสน(Wernike Syndrome)

2. โรคคอร์ซาคอฟท์ ; ความจำเสื่อมไม่รู้จักเวลา สถานที่ บุคคล และพูดไม่จริงอันเนื่องมาจากการดื่มสุรา (Korsakoff’s Syndrome )

3. โรควิกลจริต (Alcoholic dementia )

4. โรคหงุดหงิด ฉุนเฉียวง่าย เสียการควบคุมด้านอารมณ์(Neonatal irritability)

5. การเจริญเติบโตและพัฒนาการช้า (Retarded growth and development)

6. โรคนอนไม่หลับ (Insomnia)

7. ความกังวล กลุ้มใจ เป็นทุกข์ , ความตกต่ำ(Anxiety, depression)

8. กระบวนการการรับรู้ ความเข้าใจ บกพร่อง / ขาดสติ(Cognitive deficits)

9. ความกังวลใจกับการดื่ม (Worry about drinking)

10. โรคบุคลิกภาพแปรปรวนแบบหวาดระแวงเพราะพิษสุรา (Alcoholic paranoid)

11. โรคจิตหลอน / ประสาทหลอน (Alcoholic halluciosis)

12. โรคคลั่งเพ้อ เกิดจากโรคพิษสุราเรื้อรัง(Toxic psychosi or Delirium tremens)

13. โรคสมองพิการ ,การทำหน้าที่ของสมองผิดปกติส่งผลถึงการทำงานของอวัยวะภายในร่างกาย (Ataxia due to cerebella dysfunction)

14. โรคความจำเสื่อม

15. กล้ามเนื้อส่วนปลายแขน ขา อ่อนแรง / ปลายประสาทพิการ (Alcoholic Peripheral myopathy)

16. โรคจิตจากสุรา (Alcoholic psychosis)

17. โรคประสาทเสื่อมจากสุรา(Alcoholpolyneuropathy)

18. โรคซึมเศร้า (Depression)

19. โรคลมชัก (Epilepsy)

20. โรคระแวงเพราะสุรา (Alcoholic paranoia)

2. กลุ่มโรคมะเร็งอวัยวะส่วนต่างๆ ของร่างกาย เช่นในระบบทางเดินอาหารส่วนบน ทรวงอก ตับ

1. มะเร็งในปากและช่องปาก(Oropharyngeal cancer)

2. มะเร็งหลอดอาหาร (Oesophageal cancer)

3. มะเร็งลำไส้ใหญ่ (Colon and rectum cancer)

4. มะเร็งกระเพาะอาหาร (Stomach cancer)

5. มะเร็งตับ ( Liver cancer)

6. มะเร็งเต้านมในผู้หญิง (Female breast cancer)

7. มะเร็งรังไข่ (Ovarian cancer)

3. กลุ่มโรคเรื้อรังอื่นๆ

1. โรคตับอ่อนอักเสบเฉียบพลัน (Pancreatitis / Acute )

2. โรคเบาหวาน (เกิดจากตับอ่อนอักเสบ)

3. โรคตับอักเสบ (Fatty liver Hepatitis)

4. โรคตับแข็งจากสุรา (Alcohol liver cirrhosis )

5. โรคตับอ่อนอักเสบแบบเฉียบพลัน และ แบบเรื้อรัง (Acute and chronic pancreatic)

6. โรคกระเพาะอาหารอักเสบหรือโรคกระเพาะอักเสบจากสุรา(Alcohol gastritis)

7. แผลในกระเพาะอาหารเกิดจากน้ำย่อย (Peptic ulcers)

8. โรคต่อมหมวกไต (Pituitary)

9. โรคเกาต์(Gout)

10. โรคพิษสุราเรื้อรัง

4. กลุ่มโรคหลอดเลือดและหัวใจ

 

1. ความผิดปกติของกล้ามเนื้อหรือเซลล์กล้ามเนื้อหัวใจหรือโรคกล้ามเนื้อหัวใจเสื่อมจากสุรา (Cardio myopathy)

2. หัวใจทำงานบกพร่อง,โรคหัวใจ (Cardio vascular defects)

3. ความดันโลหิตสูง (Hypertension with hyperlipidemia)

4. โรคเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ (กามตายด้าน)( Impotent)

5. สมองส่วนนอกลีบฝ่อ

6. อาการระดับแอลกอฮอล์ในเลือดสูงเกิน (Excess blood alcohol)

7. โรคหัวใจเต้นไม่สม่ำเสมอ (Cardiac arrhythmias)

8. โรคหัวใจล้มเหลว (Heart failure)

5. อุบัติเหตุและการบาดเจ็บโดยไม่ได้ตั้งใจ (Unintentional injuries)

1. ปัญหาด้านกฎหมาย / ความสามารถในการขับขี่ลดลง / ความสูญเสียจากการขับรถ Legal problems (Impaired driving)

2. การหกล้มและจมน้ำ

3. การตายจากการฆาตกรรม

4. กลุ่มผลกระทบต่อสุขภาพแบบฉับพลัน ( Accidental injury)

5. การถูกสารพิษ (Poison)

6. การฆ่าตัวตาย (Suicide)

7. ความรุนแรงและการทำร้าย (Interpersonal violence and assaults)

โรคทางตรงและโรคทางอ้อมอื่นๆ

1. โรคแพ้พิษสุรา / อาการเมาเหล้า (Pathologic intoxication หรือ alcohol intoxication)

2. ทำให้ยากจนลง (Poor coordination)

3. โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (เกิดจากการขาดสติเพราะดื่มสุรา) เช่นโรคเอดส์ กามโรค

4. โรคผิวหนัง

5. จิตใจเฉื่อยชา (Mild to moderate mental retardation )

6. ขาดความปลอคภัยในครอบครัว การทำงาน และปัญหาสังคม (Family discord work and social problems )

7. ความต้านทานต่อแอลกอฮอล์มากขึ้น( Increased tolerance to alcohol )

8. ปัสสาวะมากผิดปกติ (Hyperuricemia)

9. ความบกพร่องของความตึงกล้ามเนื้อ (Hypotonia)

10. โรคไมโครเซฟาลี เป็นอาการกะโหลกศรีษะและสมองเล็กกว่าปกติ ผู้ป่วยอาจมีอาการพิการ อื่นๆเช่น ไมโครไจเรีย (Microcephaly)

11. เด็กจะอยู่ไม่นิ่งและทำให้มีพฤติกรรมแสดงออกที่โรงเรียนไปในทางที่ไม่เหมาะสม (Chilhoodhyperactivity and impaired school performance)

12. โรคกระดูดสันหลังพรุน

13. โรคปอดบวม

14. โรคติดสุรา (Alcohol -dependence syndrome)

15. โรคใช้สุราเกินขนาด (Alcohol abuse)

16. อาการเอทธานอลเป็นพิษ(Ethanol and Methanol toxicity)

17. โรคเลือดออกในสมอง (Haemorrhagic stroke)

18. โรคความดันโลหิตสูง(Hypertension)

19. กลุ่มโรคความผิดปกติของเด็กในครรภ์ที่มารดาดื่มแอลกอฮอล์(Fetal Alcohol Spectrum Syndrome)

ผลต่อทารกจากกการดื่มสุราของมารดา

1. ทารกมีน้ำหนักตัวแรกคลอดน้อย (Fetal alcohol syndrome)

2. ปากแหว่งเพดานโหว่ (Craniofacial abnormality)

3. ดวงตาและกรามมีขนาดเล็ก

4. สมองเล็กกว่าปกติ

5. หัวใจผิดปกติแต่กำเนิด

6. แขน-ขาเจริญเติบโตผิดปกติ

7. ความสามารถในการดูน้อยกว่าทารกปกติ

8. ร้องกวนโยเยง่าย

9. รูปร่างแคระแกรน

10. นอนหลับยาก

11. ระดับสติปัญญาต่ำกว่าปกติ

และปัจจัยที่เกิดจากการทะเลาะวิวาทและอุบัติเหตุที่เกิดจากการพาหนะ เป็นต้น

การมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร

sex

ในปัจจุบันสังคมของประเทศก้าวเข้าสู่ยุคโลกาภิวัตน์ ข้อมูลข่าวสารของโลกสมัยใหม่แพร่กระจายสู่สังคมต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็ว ทำให้อิทธิพลของวัฒนธรรมตะวันตกได้ครอบงำวิถีชีวิตของวัยรุ่นไทยจำนวนไม่ น้อยทั้งในด้านการรับประทานอาหารฟาสท์ฟูด การแต่งกาย การคบเพื่อนต่างเพศ สังคมของวัยรุ่นไทยกลายเป็นสังคมบริโภคที่แทบจะไม่มีประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศ

เด็กและเยาวชนถือเป็นกำลังสำคัญต่อการพัฒนาประเทศในอนาคต  แต่ในสภาพสังคมไทยปัจจุบันมีปัจจัยหลายด้านที่ส่งผลกระทบที่เป็นปัญหาและ อุปสรรคต่อการสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีของเด็กและเยาวชนไทย  พฤติกรรมทางเพศของวัยรุ่นในปัจจุบันนี้ ออกนอกกรอบดั้งเดิมมากขึ้นทุกที เช่น การเลือกคู่ครอง จะถือเอา ความรัก เป็นสำคัญ ไม่ชอบการคลุมถุงชน การคบเพื่อนต่างเพศ เป็นไปอย่างอิสรเสรี เพราะเห็นว่า ไม่ใช่เรื่อง น่าละอาย หญิงสาวให้ความสำคัญในการครองตัว เป็นหญิงพรหมจรรย์ถึงวันแต่งงานน้อยลง ประกอบกับ ความเข้าใจที่ไม่ถูกต้องในเรืองเพศ ทำให้วัยรุ่นมีพฤติกรรมทางเพศที่ไม่ถูกต้องเหมาะสม เช่น การมี เพศสัมพันธ์ ก่อนวัยอันควร การสำส่อนทางเพศ การเบี่ยงเบนทางเพศ เช่นการรักร่วมเพศ เป็นต้น และเกิดปัญหาต่างๆ ตามมา เช่น การเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ การตั้งครรภ์ที่ไม่พึงประสงค์ และปัญหาการทำแท้ง

สาเหตุของปัญหาการมีเพศสัมพันธ์ก่อนวันอันควร

1. ปัจจัยด้านพันธุกรรม  พัฒนาการทางด้านร่างกายและจิตใจของวัยรุ่น  การเปลี่ยนแปลงโดยเฉพาะฮอร์โมนในร่างกาย มีผลกระตุ้นให้มีความสนใจกับเพศตรงข้าม รวมทั้งแรงขับตามธรรมชาติ ที่ทำให้ใคร่รู้ ใคร่ลอง ในเรื่องเพศ จนทำให้เกิดการมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ตั่งใจขึ้น

2. เริ่มต้นตั้งแต่การแต่งตัวที่เปิดเผยมากเสื้อที่เปิดให้เห็นเนินอกมากเกินไป เสื้อที่เปิดสะดือ กางเกงที่รัดมากเกินไป เน้นส่วนสัดชัดเจนเกินไป

3. วัยรุ่นขาดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องเพศ โดยเฉพาะในวัยรุ่นที่มีแฟนหรือคนรักหากไม่รู้จักการปฏิเสธเมื่อถูกขอ มีค่านิยมสมัยใหม่ที่ผิดๆ เกี่ยวกับเรื่องเพศ คือเรื่องเพศเป็นเรื่องธรรมชาติ และการมีเพศสัมพันธ์กันตามกระแสวันสำคัญ

4. การอยู่หอพัก    อยู่ห่างจากพ่อแม่หรือผู้ปกครอง การเที่ยวในสถานเริงรมย์ การเที่ยวงานปาร์ตี้ การเที่ยวต่างจังหวัด มีการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ และการใช้สารเสพติดจนทำให้ขาดสติ

5. การอยู่ด้วยกันสองต่อสองระหว่างชายหญิงในที่ลับตาคน และในบรรยากาศที่จะนำไปสู่การมีเพสสัมพันธ์ได้

6. สถาบันครอบครัวและศาสนา ที่ปัจจุบันได้อ่อนแอลง เด็กได้รับความอบอุ่นจากครอบครัวน้อยจากที่พ่อแม่ต้องวุ่นกับการทำงานเพื่อหาเงินเลี้ยงลูก หรือบางครอบครัวพ่อแม่มีปัญหาหย่าร้างต้องแยกทางกันทำให้เด็กต้องออกไปหาความอบอุ่นจากเพื่อนและแฟน ซึ่งถือเป็นเรื่องเสี่ยงที่ทำให้เด็กกกลุ่มนี้จะมีพฤติกรรมทางเพศที่ไม่เหมาะสมได้  นอกจากนี้เด็กในยุคปัจจุบันยังห่างไกลวัดไม่เคยไปทำบุญไหว้พระ เด็กจึงไม่รู้จักสิ่งผิดชอบชั่วดี เพราะขาดสิ่งยึดเหนี่ยวทางจิตใจ

7. เรื่องเพศได้ถูกนำเสนอออกมาทางสื่อต่าง ๆ จำนวนมาก ซึ่งยังไม่นับรวมกับสื่อลามกที่มีอยู่เกลื่อนหาซื้อได้ง่าย ทำให้เด็กวัยรุ่นเข้าถึงเรื่องนี้ได้ง่ายขึ้น

8. สภาพสังคมที่ปัจจุบันอาจกล่าวได้ว่า ผู้ชายหมกมุ่นและมีความต้องการทางเพศเพิ่มขึ้นจากสิ่งยั่วยุต่าง ๆ ทำให้ต้องมาลงกับเพศหญิง จนเป็นเหตุให้เกิดการคุกคามทางเพศ รุมโทรม และการข่มขืน และจากประเด็นนี้ทำให้ผู้ชายเกิดการเรียกร้องจากฝ่ายหญิง ซึ่งจะเป็นเหตุที่นำไปสู่การมีเพศสัมพันธ์ก่อนเวลาอันควร

9. ปัญหาการขาดการอบรมกล่อมเกลาขาดความใกล้ชิดสนิทสนม ทั้งจากครอบครัวทั้งจากสังคมแวดล้อมจากสังคม เช่น สนามกีฬาที่ออกกำลังกายไม่มี ที่พักผ่อนหย่อนใจไม่มี ที่จัดกิจกรรมต่าง ๆ ตามความสนใจไม่มีโดยเฉพาะเมืองใหญ่ๆไม่มีสิ่งเหล่านี้ ด้านครอบครัวเช่น พ่อแม่ไม่มีเวลาให้ลูก ไม่เคยใกล้ชิดลูก ไม่เคยแนะนำกล่อมเกลาหรือเป็นตัวอย่างที่ดี เหล่านี้ล้วนเป็นพื้นฐานของการขาดความสัมพันธ์สืบเนื่องกัน ความสัมพันธ์ดังกล่าวเป็นการสืบทอดความคิด ความเชื่อ ประเพณี แนวปฏิบัติต่อตนเองและสังคม

10. สภาพแวดล้อม เด็กที่อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ไม่ดี พบเห็นสิ่งที่ไม่ดี เช่น การเห็นคนรอบข้างหรือเห็นคนที่อยู่ในชุมชนเดียวกันมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัย ก็จะเอาเป็นเยี่ยงอย่าง และการเห็นบ่อยๆ จนมองว่าเป็นเรื่องธรรมดา เด็กก็จะมีค่านิยมที่ผิดเกี่ยวกับเรื่องเพศ

11. สื่อต่างๆ  การได้รับสื่อที่ยั่วยุ ส่งเสริมการมีพฤติกรรมทางเพศ เรื่องเพศได้ถูกนำเสนอออกมาทางสื่อ   ต่าง ๆ จำนวนมาก ซึ่งยังไม่นับรวมกับสื่อลามกที่มีอยู่เกลื่อนหาซื้อได้ง่าย ทำให้เด็กวัยรุ่นเข้าถึงเรื่องนี้ได้ง่ายขึ้น

12. การเลียนแบบพฤติกรรมตามกระแสตะวันตก  อาทิ การจับคู่อยู่กิน  การทำสถิตินอนกับผู้ชาย การมีเพศสัมพันธ์กับเพื่อน

13. วัยรุ่นมักหลงอยู่กับวัตถุนิยมมากเกินไป และชอบตามเพื่อน เมื่อตัวเองไม่ได้ก็ต้องไขว่คว้าหาวิธีการที่จะได้สิ่งของที่ตนเองต้องการวัยรุ่นก็ต้องหาวิธีการที่จะได้สิ่งของนั้นมาให้ได้เร็วที่สุด นั่นคือการมีเพศสัมพันธ์โดยเฉพาะเด็กผู้หญิงที่ยอมเสียตัวเพื่อแลกกับการได้เงิน

โทษข้อของการมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร

1. ท้อง และแท้ง ยิ่งในวัยเรียนการได้รับปริญญาใจก่อนกำหนด 4 ปีการศึกษานั้น มันทำลายชีวิตมากพอตัวเชียวนะ มีน้อยคนที่จะทนอุ้มท้องไปนั่งร่วมชั้นเรียนกับเพื่อ น และเชื่อเลยว่าคงไม่มีสถานศึกษาใดสนับสนุนด้วย เมื่อชีวิตของการเป็นแม่เริ่มต้นขึ้น ความพร้อมสำหรับทารกน้อยๆ ย่อมคลุกคลัก ปัญหาปากท้องและสังคมก็จะตามมาทีหลัง ส่วนใครที่ไม่เกรงต่อบาปยืนยันว่าฉันจะทำแท้งนั่นก็เท่ากับว่าทำร้ายตัวเองไปเสียแล้ว แต่ถ้ามั่นใจว่า “ฉันไม่ท้องหรอกย่ะ ป้องกันดี” จากการวิจัยระบุว่าแม้จะมีการใช้ถุงยางอนามัยก็ยังมี โอกาสพลาดได้สูงถึง 21% เนื่องจากคุณภาพของถุงยางเสื่อมหรือใช้ไม่ถูกต้องและ การใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดก็มีโอกาสพลาดได้สูงถึง 5%

2. ซึมเศร้า เพราะวัยรุ่นยังไม่ใช่วัยที่จะตั้งรากปักฐานกับใครผู้ใด ยังเป็นวัยแห่งการแสวง เพราะฉะนั้นการเปลี่ยนคู่นอนจึงเกิดเสมอๆ การซึมเศร้าที่เกิดจากขาดความรักที่ยั่งยืนอาจเกาะกินหัวใจคนเราได้

3. ติดโรค อันนี้น่ากลัวนะครับอย่างที่บอกในข้อ 2 ว่าวัยรุ่นเป็นเพียงวัยแสวงหาน้อยคนนักที่จะพบรักแท้ ยืนยาวเหมือนชีวิตคู่ผู้ใหญ่ การเปลี่ยนคู่นอนบ่อยๆ ย่อมเกิดโรคตามมาแม้จะป้องกันก็ตาม

4. อาจทำให้เรียนซ้ำชั้นได้ เพราะมุ่งมั่นทำแต่คะแนนรักไม่สนใจการเรียน

5. เป็นขี้ปากชาวบ้าน โดยเฉพาะพวกขี้อิจฉา โดนนินทาว่าเสียตัวแล้วบ้าง เปลี่ยนแฟนอีกแล้ว โดนแฟนทิ้งอีกแล้วบ้าง สำหรับผู้ชายก็อาจจะเป็นที่รังเกียจของสาวดีๆ โดยข้อหานักล่าผู้หญิง หรือนักล่าพรหมจรรย์ ฟังดูน่ากลัวนะครับ แต่เชื่อเลยว่าใครที่อ่านถึงข้อนี้ หัวเราะชัวร์

6. เกิดการหมิ่นเกียรติกันและกันระหว่างชายหญิง ต่างฝ่ายมองว่าอีกฝ่ายเป็นเพียงตัวสนองความใคร่ ไม่มีรักแท้จีรัง ก่อนที่จะรู้จักกันอย่างแน่นแฟ้นเราอาจจะมองเขาในแง่ อื่นไปเสียแล้ว

7. ถูกหลอกซ้ำซาก เพราะเคยปล่อยตัวและใจให้คนก่อนและความต้องการรักแท้ เพราะฉะนั้นคำว่ารักก็อาจจะกลายเป็นแค่ตะขอเบ็ดเกี่ยวเยื่อเท่านั้น

8. ใคร่มากกว่ารัก วัยรุ่นอาจจะต้องการมีเพศสัมพันธ์มากกว่ารัก และเข้าใจคำว่ารักผิดไป สุดท้ายส่งผลให้ไม่เข้าใจกันในที่สุด

9. ผิดหวังในรัก เมื่อคนดีที่เหมาะกับเราเข้ามาในชีวิต เมื่อเขารู้เรื่องราวในอดีตก็อาจจะหลีกหายไปได้ หรือเราเองอาจจะรู้สึกผิดกับอดีตไม่กล้าสู้หน้าเขาหรือเธอคนนั้น จนกลายเป็นคำว่า เธอดีเกินไป หรือเธอไม่คู่ควรกับฉัน เพราะเธอมันช่ำชอง ไม่น่าไว้วางใจ

10. สร้างความร้าวฉานในชีวิตคู่ เรื่องราวในอดีตไม่สามารถลบมันได้ แม้เราจะพยายามลืมไปเท่าไหร่ก็ตาม เมื่อคู่ชีวิตล่วงรู้อดีตกาลของเราย่อมเกิดความไม่ไว้เนื้อเชื่อใจ ชีวิตคู่จะมีความสุขได้อย่างไร แก้วเริ่มร้าวไม่นานก็แตก และไม่อาจประกอบได้ดั่งเดิม

การป้องกันการมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร

1. เรียนรู้ถึงความคิดต่างกันของหญิงชายในเรื่องเพศ

ผู้ชายมีเพศสัมพันธ์ได้โดยไม่มีความรัก ขณะที่ผู้หญิงมีเพศสัมพันธ์เพราะความรัก ผู้ชายมองการมีเพศสัมพันธ์ว่าเป็นการหาความสุขร่วมกันและไม่ต้องผูกพัน ขณะที่ผู้หญิงเมื่อมีเพศสัมพันธ์กับชายใดจะต้องการมีความผูกพันกับชายคนนั้น หลังจากมีเพศสัมพันธ์ ผู้ชายไม่ได้คิดว่าจะต้องมีความผูกพันอะไรต่อไป ขณะที่ผู้หญิงคิดว่าเมื่อมีเพศสัมพันธ์กันแล้ว เธอจะต้องมีความผูกพันกับชีวิตเขา จึงเรียกความรับผิดชอบจากผู้ชาย ความตระหนักถึงความแตกต่างระหว่างชายหญิง จะเป็นการป้องกันการมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่คาดคิด ซึ่งจะนำปัญหาต่าง ๆ มากมายที่ยากแก่การแก้ไข

2. วัยรุ่นชายควรคิดเสมอว่าวัยรุ่นหญิงเป็นเพศเดียวกับแม่ พี่น้อง ควรช่วยเหลือและให้เกียรติ

3. ควรหลีกเลี่ยงการถูกเนื้อต้องตัว เพราะอาจนำไปสู่การมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่คาดคิดได้

4. ควรหลีกเลี่ยงการไปพักค้างคืนร่วมกันเป็นหมู่คณะ หรือตามลำพังโดยไม่มีผู้ใหญ่คอยดูแล

5. ควรหลีกเลี่ยงการอยู่ด้วยกันตามลำพังในที่ลับตาคน

6. ควรหลีกเลี่ยงการไปในสถานที่เปลี่ยว โรงแรมและสถานเริงรมย์ทุกรูปแบบ

7. ควรหลีกเลี่ยงการมีนัดหมายกับเพศตรงข้ามในยามวิกาล

8. ควรหลีกเลี่ยงการดื่มเหล้า เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หรือสารเสพติดทุกชนิด

9. วัยรุ่นหญิงควรแต่งกายเรียบร้อย และมิดชิด ไม่ควรแต่งกายในลักษณะที่ยั่วยุ ให้ผู้พบเห็นเกิดอารมณ์ทางเพศ เช่น เสื้อสายเดี่ยว เสื้อเกาะอก กระโปรงสั้น และกางเกงรัดรูปเกินไป

10. หลีกเลี่ยงการคบเพื่อนหรือออกเที่ยวกับเพื่อนต่างเพศที่ไม่รู้จักดีพอ

11. ควรหลีกเลี่ยงการออกเที่ยวหรือเดินทางในยามวิกาล หรือการเดินทางในที่เปลี่ยว

12. วัยรุ่นชายหญิงควรวางตัวต่อกันอย่างสุภาพ ให้เกียรติซึ่งกันและกัน และไม่ควรมีการล่วงเกินทางเพศ หรือวางตัวสนิทสนมใกล้ชิดเกินไป

13. การสำเร็จความใคร่ด้วยตนเอง ในสถานการณ์ที่เหมาะสม(การสำเร็จความใคร่ด้วยตนเอง เป็นทางออกที่ดีทางหนึ่ง ใช้เป็นไม้ตายสุดท้าย ควรทำในที่ลับ และอย่าพร่ำเพรื่อจนเกินไป

อ้างอิง

การมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร. [ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก :  http://www.sby.ac.th/krumukda/index.(วันที่   

               สืบค้นข้อมูล: 11 ธันวาคม 2555).

โทษ 10 ข้อของการมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร.[ออนไลน์].เข้าถึงได้จาก:http://nutdanai13.wordpress.com

วันที่สืบค้นข้อมูล: 11 ธันวาคม 2555).

การป้องกันการมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร.[ออนไลน์].เข้าถึงได้จาก : http://icare.kapook.com.(วันที่

             สืบค้นข้อมูล: 11 ธันวาคม 2555).

สาเหตุของปัญหาการมีเพศสัมพันธ์ก่อนวันอันควร. [ออนไลน์].เข้าถึงได้จาก : http://www.learners.in.th

(สืบค้นข้อมูล: 11 ธันวาคม  2555

สมาชิกในกลุ่ม

1. นางสาวเบญญทิพย์      พลายแก้ว  เลขที่ 32                2. นางสาวรัชนก              สงวนคำ    เลขที่ 34             3. นางสาวสุภาพร            หมื่นรักษ์   เลขที่ 35           4. นางสาวอาริสา             บินซาอิน   เลขที่ 36            5.นางสาวเบญจวรรณ      บริบูรณ์     เลขที่ 39

ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5/6

ปัญหาอุทกภัย

ปัญหาอุทกภัย

ความหมาย

อุทกภัย คือ ภัยและอันตรายทีเกิดจากสภาวะน้ำท่วมหรือน้ำท่วมฉับพลันหรืออันตรายเกิดจากสภาวะน้ำไหลเอ่อล้นฝังแม่น้ำ ลำธาร หรือทางน้ำ เนื่องจากมีน้ำเป็นสาเหตุอาจเป็นน้ำท่วม น้ำป่าไหลหลากหรืออื่นๆ โดยปกติอุทกภัยเกิดจากฝนตกหนักต่อเนื่องเป็นเวลานานทําให้ เกิดการสะสมน้ำบนพื้นที่ซึ่งระบายออกไม่ทันทำให้ พื้นที่นั้นมีน้ำท่วม ภัยร้ายที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติและเป็นสิ่งที่ไม่สามารถควบคุมได้

 

สาเหตุของการเกิดอุทกภัย

เกิดจากฝนตกหนักต่อเนื่องกันเป็นเวลานาน บางครั้งทำให้เกิดแผ่นดินถล่ม อาจมีสาเหตุจากพายุหมุนเขตร้อนลมมรสุมมีกำลังแรง มีกำลังแรง ร่องความกดอากาศต่ำมีกำลังแรง อากาศแปรปรวน น้ำทะเลหนุนแผ่นดินไหว เขื่อนพัง ทำให้เกิดอุทกภัยได้เสมอ

 

ลักษณะของปัญหาอุทกภัย

โดยทั่วไปอุทกภัยที่เกิดจากน้ำท่วม แบ่งได้เป็น 2 ลักษณะใหญ่ๆ คือ

1.น้ำท่วมขัง เกิดขึ้นเนื่องจากระบบระบายน้ำมีประสิทธิภาพหรืระบายน้ำไม่ทัน มักเกิดขึ้นในบริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำและบริเวณชมชนเมืองใหญ่

2.น้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่า เป็นสภาวะน้ำท่วมที่เกิดขึ้นเนื่องจากฝนตกหนักในบริเวณพื้นที่ซึ่งมีความชันมากและมีคุณสมบัติในการกักเก็บน้ำหรือต้านน้ำน้อย เช่น บริเวณต้นน้ำซึ่งมีความชันของพื้นที่มาก พื้นที่ป่าถูกทำลายไปทำให้การกักเก็บน้ำหรือต้านน้ำลดน้อยลง  น้ำท่วมฉับพลันมักเกิดขึ้นหลังจากฝนตกไม่เกิน 6 ชั่วโมง และมักเกิดขึ้นในบริเวณที่ราบระหว่างภูเขา เนื่องจากน้ำท่วมฉับพลันมีความรุนแรงและเคลื่อนที่ด้วยความรวดเร็ว โอกาสที่จะป้องกันและหลบหนีจึงมีน้อย ดังนั้นความเสียหายจากน้ำท่วมฉับพลันจึงมีมากทั้งชีวิตและทรัพย์สิน

 

น้ำท่วมก่อให้เกิดผลกระทบอันตรายและความเสียหาย

1. อันตรายและความเสียหายต่อชีวิต ทรัพย์สิน อาคาร บ้านเรือน โดยตรง เกิดน้ำท่วมในบ้านเมือง โรงงาน คลังพัสดุ โกดังสินค้า บ้านเรือนไม่แข็งแรง อาจถูกกระแสน้ำไหลเชี่ยวพังทลาย หรือคลื่นซัดลงไปทะเลไปได้ ผู้คน สัตว์พาหนะ สัตว์เลี้ยง อาจจมน้ำตาย หรือถูกพัดพาไปกับกระแสน้ำไหลเชี่ยว – เส้นทางคมนาคมถูกตัดขาดทั้งทางถนน ทางรถไฟ ชำรุดเสียหาย โดยทั่วไป รวมทั้งยานพาหนะ วิ่งรับส่งสินค้าไม่ได้ เกิดความเสียหายและชะงักงันทางเศรษฐกิจ – กิจการสาธารณูปโภคจะได้รับความเสียหาย เช่น กิจการโทรเลข โทรศัพท์ การไฟฟ้า การประปา และระบบการระบายน้ำ เป็นต้น ท่าอากาศยาน สวนสาธารณะ โรงเรียน – สิ่งก่อสร้างสาธารณสถานเกิดความเสียหาย เช่น สถานีขนส่ง ท่าอากาศยาน สวนสาธารณะ โรงเรียน วัด สถาปัตยกรรม และศิลปกรรมต่าง ๆ
2. ความเสียหายของแหล่งเกษตรกรรม ได้แก่ แหล่งกสิกรรมไร่นา สัตว์เลี้ยง สัตว์พาหนะ ตลอดจนแหล่งเก็บเมล็ดพันธ์พืชยุ้งฉาง
3. ความเสียหายทางเศรษฐกิจ รายได้ของประเทศลดลง ผลกำไรจากภารกิจต่าง ๆ ถูกกระทบกระเทือน รัฐต้องมีรายจ่ายสูงขึ้นจากการซ่อมบูรณะซ่อมแซม และช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย และเกิดข้าวยากหมากแพงทั่วไป
4. ความเสียหายทางด้านสุขภาพอนามัยของประชาชน ขณะเกิดอุทกภัยขาดน้ำดีในการอุปโภคบริโภค ขาดความสะดวกด้านห้องน้ำ ห้องส้วม ทำให้เกิดโรคระบาด เช่น โรคน้ำกัดเท้า โรคอหิวาตกโรค รวมทั้งโรคเครียด มีความวิตกกังวลสูง โรคประสาทตามมา
5. ความเสียหายที่มีต่อทรัพยากรธรรมชาติ ฝนตกที่หนัก น้ำที่ท่วมท้นขึ้นมาบนแผ่นดิน และกระแสน้ำที่ไหลเชี่ยวทำให้เกิดแผ่นดินถล่ม (landslides) ได้ นอกจากนั้นผิวหน้าดินที่อุดมสมบูรณ์จะถูกน้ำพัดพาลงสู่ที่ต่ำ ทำให้ดินขาดปุ๋ยธรรมชาติ และแหล่งน้ำเกิดการตื้นเขิน เป็นอุปสรรคในการเดินเรือ

 

แนวทางแก้ไขและการป้องกันปัญหาอุทกภัย

1. ติดตามสภาวะอากาศ ฟังคำเตือนจากกรมอุตุนิยมวิทยา

2. ฝึกซ้อมการป้องกันภัยพิบัติ เตรียมพร้อมรับมือและวางแผนอพยพหากจำเป็น

3. เตรียมน้ำดื่ม เครื่องอุปโภค บริโภค ไฟฉาย แบตเตอรี่ วิทยุกระเป๋าหิ้วติดตามข่าวสาร

4. ซ่อมแซมอาคารให้แข็งแรง เตรียมป้องกันภัยให้สัตว์เลี้ยงและพืชผลการเกษตร

5. เตรียมพร้อมเสมอเมื่อได้รับแจ้งให้อพยพไปที่สูง ขณะอยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัยและฝนตกหนักต่อเนื่อง

6. หากอยู่ในพื้นที่น้ำท่วมขัง ป้องกันโรคระบาด ระวังเรื่องน้ำและอาหาร ต้องสุกและสะอาดก่อนบริโภค

 

ทฤษฎีการแก้ไขปัญหาน้ำท่วม

ทฤษฏีการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมอันเนื่องมาจากพระราชดำริตามแนวทางการบริหารจัดการด้านน้ำท่วมล้น วิธีการต่างๆ ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานพระราชดำริในการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมคือ
1. การก่อสร้างคันกั้นน้ำ เพื่อป้องกันน้ำท่วมซึ่งเป็นวิธีการดั้งเดิมแต่ครั้งโบราณโดยการก่อสร้างคันดินกั้นน้ำขนาดที่เหมาะสมขนานไปตามลำน้ำห่างจากขอบตลิ่งพอสมควร เพื่อป้องกันมิให้น้ำล้นตลิ่งไปท่วมในพื้นที่ต่างๆ ด้านใน

2. การก่อสร้างทางผันน้ำ เพื่อผันน้ำทั้งหมดหรือบางส่วนที่ล้นตลิ่งท่วมท้นให้ออกไป โดยการก่อสร้างทางผันน้ำหรือขุดคลองสายใหม่เชื่อมต่อกับลำน้ำที่มีปัญหาน้ำ ท่วมโดยให้น้ำไหลไปตามทางผันน้ำที่ขุดขึ้นใหม่ไปลงลำน้ำสายอื่น หรือระบายออกสู่ทะเลตามความเหมาะสม

3. การปรับปรุงและตกแต่งสภาพลำน้ำ เพื่อให้น้ำที่ท่วมทะลักสามารถไหลไปตามลำน้ำได้สะดวกหรือช่วยให้กระแสน้ำไหล เร็วยิ่งขึ้น อันเป็นการบรรเทาความเสียหายจากน้ำท่วมขังได้ โดยใช้วิธีการดังนี้
– ขุดลอกลำน้ำตื้นเขินให้น้ำไหลสะดวกขึ้น
– ตกแต่งดินตามลาดตลิ่งให้เรียบมิให้เป็นอุปสรรคต่อทางเดินของน้ำ
– กำจัดวัชพืช ผักตบชวา และรื้อทำลายสิ่งกีดขวางทางน้ำไหลให้ออกไปจนหมดสิ้น
– หากลำน้ำคดโค้งมาก ให้หาแนวทางขุดคลองใหม่เป็นลำน้ำสายตรงให้น้ำไหลสะดวก

4. การก่อสร้างเขื่อนเก็บกักน้ำเป็นมาตรการป้องกันน้ำท่วมที่สำคัญประการหนึ่งในการกักเก็บน้ำที่ไหลท่วมล้นในฤดูน้ำหลาก โดยเก็บไว้ทางด้านเหนือเขื่อนในลักษณะอ่างเก็บน้ำ

 

โครงการแก้มลิง

ทฤษฎีการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมอันเนื่องมาจากพระราชดำริ  ตามแนวทางการบริหารจัดการด้านน้ำท่วมล้น

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงตระหนักถึงภัยที่ร้ายแรงของวิกฤติน้ำท่วมกรุงเทพ ฯ และทรงมีพระราชดำริในการแก้ไขบัญหาเพื่อผ่อนคลายทุกข์เข็ญของพสกนิกรหลายประการ อาทิ การเร่งระบายน้ำออกสู่ทะเล โดยผ่านแนวคลองทางฝั่งตะวันออกของกรุงเทพฯ ให้มีพื้นที่สีเขียว เพื่อกันการขยายตัวของเมืองและเพื่อแปรสภาพให้เป็นทางระบายน้ำเมื่อถึงฤดูน้ำหลาก

โครงการแก้มลิง คือการจัดให้มีสถานที่เก็บกักน้ำตามจุดต่างๆ ในกรุงเทพฯ เพื่อทำหน้าที่เป็นบึงพักน้ำให้หน้าน้ำ โดยรองรับน้ำฝนไว้ชั่วคราว ก่อนที่จะระบายลงทางระบายน้ำสาธารณะ ฉะนั้น เมื่อฝนตก น้ำฝนจึงไม่ไหลลงสู่ทางระบายน้ำในทันที แต่จะถูกขังไว้ในพื้นที่พักน้ำ รอเวลาให้คลองต่างๆ ซึ่งเป็นทางระบายน้ำหลักพร่องน้ำพอจะรับน้ำได้ จึงค่อยๆ ระบายน้ำลง เป็นการช่วยลดปัญหาน้ำท่วมขัง ได้ในระดับหนึ่ง

วิธีการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในภูมิภาคต่าง ๆ คือ

1. การก่อสร้างคันกันน้ำ โดยการก่อสร้างคันดินกั้นน้ำขนานไปตามลำน้ำเพื่อป้องกันมิให้น้ำล้นตลิ่งไปท่วมในพื้นที่ต่าง ๆ ด้านใน

2. การก่อสร้างทางผันน้ำ เพื่อผันน้ำทั้งหมดหรือบางส่วนที่ล้นตลิ่งท่วมล้นเข้ามาให้ออกไป

3. การปรับปรุงและตกแต่งสภาพลำน้ำ เพื่อให้น้ำที่ท่วมทะลักสามารถไหลไปตามลำน้ำได้สะดวก หรือช่วยให้กระแสน้ำไหลเร็วยิ่งขึ้น

เมื่อได้รับคำเตือน เรื่อง อุทกภัย ควรปฏิบัติตนอย่างไร

ก่อนเกิด ควรปฏิบัติดังนี้

1. เชื่อฟังคำเตือนอย่างเคร่งครัด

2. ติดตามรายงานของกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างต่อเนื่อง

3. เคลื่อนย้ายคน สัตว์เลี้ยง และสิ่งของไปอยู่ในที่สูง

4. ทำคันดินหรือกำแพงกั้นน้ำโดยรอบ

5. เคลื่อนย้ายพาหนะไปอยู่ที่สูง

6. ควรเตรียมเรือไม้ เรือยาง หรือแพไม้ไว้ใช้ด้วย

7. เตรียมอาหารกระป๋อง หรืออาหารสำรองไว้บ้าง

8. เตรียมเครื่องดื่มเก็บไว้ในขวดและภาชนะที่ปิดไว้แน่นๆไว้บ้าง

9. เตรียมเครื่องเวชภัณฑ์ไว้บ้างพอสมควร

10.เตรียมไฟฉาย ถ่านไฟฉาย และเทียนไข เพื่อไว้ใช้เทื่อไฟฟ้าดับ

ขณะเกิด ควรปฎิบัติดังนี้

1. ตัดสะพานไฟ และปิดแก๊สหุงต้มให้เรียบร้อย

2. จงอยู่ในอาคารที่แข็งแรง และอยู่ในที่สูงพ้นระดับน้ำ

3. ไม่ควรขับขี่ยานพาหนะฝ่าลงไปในกระแสน้ำหลาก

4. จงทำให้ร่างกายอบอุ่นอยู่เสมอ

5. ไม่ควรเล่นน้ำหรือว่ายน้ำในขณะน้ำท่วม

6. ระวังสัตว์มีพิษที่หนีน้ำท่วมขึ้นมาอยู่บนบ้าน

7. ติดตามเหตุการณ์อย่างใกล้ชิด

8. เตรียมพร้อมที่จะอพยพไปในที่ปลอดภัยเมื่อสถานการณ์จวนตัว

9. เมื่อจวนตัวให้คำนึงถึงความปลอดภัยของชีวิตมากกว่าห่วงทรัพย์สิน

หลังเกิด ควรปฎิบัติดังนี้

1. การขนส่งคนอพยพกลับยังภูมิลำเนา

2. การช่วยเหลือในการรื้อของสิ่งปรักหักพัง ซ่อมแซมบ้านเรือนที่หักพัง และการจัดหาที่พักอาศัยและการดำรงชีพชั่วระยะหนึ่ง

3. การกวาดเก็บขนสิ่งปรักหักพัง การทำความสะอาดบ้านเรือนให้กลับเข้าสู่สภาพปกติ

4. ซ่อมแซมบ้านเรือนอาคาร โรงเรียนที่พักอาศัย สะพานที่หักพังชำรุดเสียหาย

5. จัดซ่อมทำเครื่องสาธารณูปโภค ให้กลับคืนเข้าสู่สภาพปกติโดยเร็วที่สุด

6. ภายหลังน้ำท่วมจะมีซากสัตว์ตาย ซึ่งจะต้องจัดการเก็บฝังโดยเร็ว

7. ซ่อมถนน สะพาน และทางรถไฟที่ขาดตอนชำรุดเสียหายให้กลับเข้าสู่สภาพเดิม

8. สร้างอาคารชั่วคราวสำหรับผู้ที่อาศัย

9. การสงเคราะห์ผู้ประสบอุทกภัย มีการแจกเสื้อผ้า เครื่องนุ่งห่ม และอาหารแก่ผู้ประสบภัย

10. ภายหลังอุทกภัย เนื่องจากสิ่งแวดล้อมมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมาก จะทำให้เกิดเจ็บไข้ และโรคระบาดได้

.ส.พิมพ์สี นักดนตรี เลขที่ 40

.ส.ฟองฝน  ปานจีน เลขที่ 41

.ส.รัตนาภรณ์ ขาวเรือง เลขที่ 43                       

.ส.เสาวนีย์  จีนสีคง เลขที่ 44                              

.ส.อรพิน  โคจีจุล เลขที่ 45                            

 โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาภาคใต้                   อำเภอพระพรหม จังหวัดนครศรีธรรมราช 

ปัญหาวัยรุ่นติดโทรศัพท์มือถือ

สาเหตุหลักว่าทำไมวัยรุ่นมีโทรศัพท์มือถือ

                วัยรุ่นใช้โทรศัพท์มือถือเพื่อที่จะติดต่อพ่อและคุณแม่ในกรณีที่พวกเขาคิดถึงคุณพ่อ คุณแม่หรือต้องการที่ติดต่อกิจธุระต่างๆและเพื่อความสะดวกในการติดต่อสื่อสารกับบุคคลใดๆ

 

สถิติการใช้มือถือของคนไทยในปัจจุบัน

            เปิดเผยการสำรวจเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารของครัวเรือนไทยว่า

ในช่วงปี 2546-2549 ว่า การใช้โทรศัพท์มือถือของคนไทยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง  ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ระหว่างปี 2546-2549 โดยในปี 2549 จำนวนคนไทยใช้โทรศัพท์มือถือเพิ่มขึ้นจากปี 2546  เกือบเท่าตัว คือ จากประชากร 100 คน มีโทรศัพท์มือถือ  ใช้ 23 คนในปี 2546 เพิ่มขึ้นเป็น 42 คนในปี 2549

โดยกลุ่มวัยรุ่น มีสัดส่วนผู้ใช้โทรศัพท์เพิ่มขึ้นประมาณเท่าตัว ซึ่งมากกว่าทุกกลุ่มอายุ วัยรุ่นไทยมีและใช้โทรศัพท์มือถือเป็นอันดับ 1ของเอเชีย และทำสถิติพูดคุยผ่านโทรศัพท์มือถือนานถึง 1.7 ชั่วโมงต่อวั

วัยรุ่นใช้โทรศัพท์มือถือเพื่อ ???

            ในการใช้โทรศัพท์มือถือของวัยรุ่น นอกจากใช้ติดต่อสื่อสารแล้วยังใช้บริการอื่นอีก คือ เพื่อส่งข้อความและรูปภาพ มากที่สุด ร้อยละ 50.0   รองลงมาเป็นโหลดเพลง คิดเป็นร้อยละ 46.4 และเล่นเกมอีกร้อยละ 14.8ร้อยละ 4.8 เล่นอินเทอร์เน็ต / แชท วัยรุ่นไทยมีและใช้โทรศัพท์มือถือเป็นอันดับ 1ของเอเชีย และทำสถิติพูดคุยผ่านโทรศัพท์มือถือนานถึง 1.7 ชั่วโมงต่อวัน

 

ค่าใช้จ่ายในการใช้มือถือของวัยรุ่น

ค่าใช้จ่ายต่อเดือนเกี่ยวกับโทรศัพท์มือถือ คือ

น้อยกว่า 500 บาทร้อยละ 54.6

501 -1,000 บาทร้อยละ 35.1 1

1, 001 -1,500 บาทร้อยละ 7.5

มากกว่า 1,500 บาทร้อยละ 2.8

ขณะที่ความคิดเห็นเกี่ยวกับความจำเป็นของโทรศัพท์มือถือในชีวิตประจำวัน

คือเห็นว่าจำเป็นร้อยละ 87.4  เห็นว่าไม่จำเป็นร้อยละ 12.6

ผลเสียของการติดโทรศัพท์มือถือ

                1. มีผลให้เรียนตกต่ำ ใจร้อน ขี้เหงา

                2.มือถือทำให้เกิด “โรคด่วนได้” รอคอยไม่เป็น รออะไรไม่ได้ เพราะมือถือสามารถส่งข้อความสั้นได้ภายในไม่กี่นาที และได้รับคำตอบกลับมารวดเร็ว

3.ทำให้เกิดโรคเสพติดมือถือ เนื่องจากขาดมือถือไม่ได้ จนไม่เป็นอันเรียนหนังสือ

4.โทรศัพท์มือถือทำให้เกิดอันตราย จากการวิจัยจากมหาวิทยาลัยลุนด์ของสวีเดนกล่าวว่า “การที่สมองได้รับคลื่นไมโครเวฟจากโทรศัพท์มือถือนั้น” เป็น “การทดลองทางชีวภาพที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่มีของมนุษย์” และเขากำลังวิตกว่าเมื่อเทคโนโลยีไร้สายขยายตัวออกไปเรื่อย ๆ ผู้คนอาจ “จมอยู่ในทะเลคลื่นไมโครเวฟ”

พฤติกรรมแย่ๆจากการใช้มือถือนานๆ

 

– เห่อตามแฟชั่น

นิยมเปลี่ยนมือถือไปตามแฟชั่นเพื่อให้อินเทรนด์  ดูทันสมัย และบ้างก็เปลี่ยนเพื่อให้ดูเป็นคนมีระดับ มีฐานะ  ทั้งที่ บางคนแทบจะไม่ได้ใช้เพิ่มเติม จากเดิมเลยก็ตาม

– ทรัพย์จาง จากการเห่อตามแฟชั่น

                หลายคนต้องหาเงินเพิ่ม เพื่อหาซื้อมือถือรุ่นใหม่อยู่ตลอดเวลา  จึงเกิดสภาวะทรัพย์จาง 

 

– ขาดกาลเทศะ และมารยาท

                จากการที่เราไม่ค่อยอดทนรอ ที่ว่านี่เอง  ทำให้หลายๆ ครั้ง เมื่อนึกอะไรขึ้นมาได้ ก็จะกดโทรศัพท์ไปหาบุคคลที่เราอยากจะพูด อยากถามในทันที ซึ่งบางครั้ง อาจจะทำให้เขาไม่พอใจ หรือโกรธที่เราไปขัดจังหวะการกิน การนอน การพักผ่อน ฯลฯ  ของเขาอยู่ก็ได้ 

 

– ขาดมนุษย์สัมพันธ์

                วัยรุ่นอยู่บ้าน แทนที่จะพูดคุยกับพ่อแม่ผู้ปกครอง หรือทำร่วมกับญาติพี่น้อง  ก็มักรีบหนีขึ้นห้องโทรไปหาเพื่อน และใช้เวลาเป็นชั่วโมงๆ  พอนานๆ ไปความสัมพันธ์ในบ้านก็ห่างเหิน  โดยไม่สนใจผู้อื่นอีกต่อไป  

สมาชิกในกลุ่ม

1.นาย ศุภกร                 ทองย้อย             เลขที่  2

2.นาย อลงกรณ์             อ่อนชุลี              เลขที่  3

3.นาย พงษ์ศิริชัย           พรมสุวรรณ    เลขที่ 12

4.นางสาว ศศลักษณ์      เมธารินทร์         เลขที่ 16

5 นางสาว รัตติยากร       เลขะผล             เลขที่ 42

 

มัธยมศึกษาปีที่  5/4

ปัญหาการว่างงาน

“เมื่อเข้าสู่ประชาคมอาเซียน จะถูกแย่งงานจริงหรือ”

ชั่วโมงนี้ไม่ว่าใครก็พูดถึง “อาเซียน” เพราะตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ.2558 เป็นต้นไป สมาชิกทั้ง 10 ประเทศจะก้าวเข้าสู่ “ประชาคมอาเซียน” ซึ่งเป็นความร่วมมือเพื่อสร้างเสถียรภาพในภูมิภาค โดยเฉพาะในส่วนของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ที่เป็นความร่วมมือหาศักยภาพของตนเองภายใต้ภาวะที่ตลาดโลกมีการแข่งขันสูง จึงไม่แปลกที่ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ตลอดจนภาคประชาชน จะออกมาแสดงความพร้อมรับความเปลี่ยนแปลงที่ตลาดภายในของแต่ละประเทศจะหลอมรวมกับประเทศเพื่อนบ้าน ในลักษณะตลาดเดียว ฐานการผลิตเดียว ซึ่งจะเป็นการเปิดเสรีทางการค้า, การบริการ, การลงทุน, การเงิน และการเคลื่อนย้ายแรงงานมีฝีมือ และความเปลี่ยนแปลงนี้ย่อมส่งผลกระทบต่อชีวิตเราๆ ท่านๆ อย่างแน่นอน จะมากหรือน้อย จะดีหรือร้าย ก็คงไม่อาจเลี่ยง โดยเฉพาะอย่างยิ่งบรรดา “บัณฑิตจบใหม่” ซึ่งเป็นเจเนอเรชั่นที่ต้องเร่งปรับตัวให้ทันอนาคต ทั้งอนาคตของตนเอง และอนาคตของประเทศชาติ

การเปิดเป็นประชาคมอาเซียนนั้น ไม่ใช่เพียงแต่ประเทศไทยเท่านั้น ที่จะได้รับผลกระทบ ทุกประเทศจะได้รับผลกระทบทั้งสิ้น ได้ทั้งข้อดีและข้อเสีย ขึ้นอยู่ที่ว่าเราจะสามารถปรับเปลี่ยนได้เป็น “โอกาส” ได้หรือไม่ หากเปลี่ยนไม่ได้ ก็จะกลายเป็น “วิกฤติ” แทน หลายคนที่กำลังจะจบการศึกษาในช่วงปี 2015 เป็นต้นไป ตอนนี้เริ่มมีความกังวลแล้วว่า จะถูกเพื่อนร่วมอาเซียน อื่นๆเข้ามาแย่งงานหรือไม่ หลายคนกลัวว่าจะตกงานกันไปเลยก็มี นั่นคือ การมองโอกาสของอาเซียนให้เป็น “วิกฤติ”  แต่ไม่ค่อยมีใครมอง “โอกาส” ว่าการเปิดประชาคมอาเซียนจะทำให้เราไปหางานในต่างประเทศได้อย่างเสรีและง่ายขึ้น

ปัจจุบันนักเรียน นักศึกษา ซึ่งจะเป็นแรงงานในอนาคต ยังขาดความรู้ความเข้าใจทั้งต่อประชาคมอาเซียน ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน และการเคลื่อนย้ายแรงงาน ซึ่งประเด็นสุดท้ายนี้จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญต่อการประกอบอาชีพในอนาคต

จากการสำรวจทัศนคติและการตระหนักรู้เกี่ยวกับอาเซียน โดยใช้กลุ่มตัวอย่างนักศึกษา 2,170 คน จาก มหาวิทยาลัยชั้นนำในประเทศสมาชิกอาเซียนทั้ง 10 ประเทศ ชี้ว่า นักศึกษาไทยมีความรู้และมีทัศนคติต่อความรู้เกี่ยวกับอาเซียนในระดับต่ำ เมื่อเปรียบเทียบกับนักศึกษาในชาติอาเซียนอื่นๆ และเมื่อถามว่าคุ้นเคยกับอาเซียนแค่ไหน มีเพียง 68% ที่คุ้นเคย แต่เมื่อถามว่ามีความรู้เกี่ยวกับอาเซียนหรือไม่ นักศึกษาไทยกลับตกลงมาเป็นอันดับสุดท้าย มี 27.5% เท่านั้นที่มีความรู้

หลายคนอาจจะไม่ให้ความสำคัญกับการเปิด “ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน” เพราะคิดว่าเดิมการไหลเวียนเหล่านี้ก็มีอยู่แล้ว แต่จริงๆ การเปิดเสรีอย่างเป็นทางการนั้นจะยิ่งทำให้ความสัมพันธ์เข้ามาใกล้ชิดกันมากขึ้น อีกทั้งปกติทุนไทยลงทุนในภูมิภาคอาเซียนกว่า 75% เมื่อเทียบกับภูมิภาคอื่น หากพิจารณาให้ดีจะเห็นว่าอัตราการส่งออกและนำเข้าในอาเซียนขยายตัวโดยตลอด และที่สำคัญยังมีศักยภาพที่จะขยายตัวได้อีก นี่เป็นโอกาสจากการเปิดเสรีทางการค้าสินค้า การบริการ และการลงทุน เนื่องจากภูมิภาคอาเซียนมีตลาดขนาดใหญ่ ประชากรกว่า 580 ล้านคน ดึงดูดการค้าการลงทุนจากประเทศทั้งภายในและภายนอก นอกจากนี้ อาเซียนยังมีแหล่งวัตถุดิบที่หลากหลาย และอุดมสมบูรณ์ ซึ่งจะทำให้ราคาวัตถุดิบถูกลง ต้นทุนผลิตสินค้าต่ำลง และขีดความสามารถในการแข่งขันสูงขึ้น เป็นการเพิ่มกำลังการต่อรองในเวทีการค้าโลก

อย่างไรก็ดี โอกาสใหม่ๆ ที่กำลังจะเกิดขึ้นนี้ ก็เป็นทั้งข่าวดีและข่าวร้ายต่อบัณฑิต หรือแรงงานมีฝีมือที่จะเข้าสู่ตลาดแรงงานในอนาคต ข่าวดีของแรงงาน คือ มีโอกาสในการขยายประสบการณ์การทำงาน มีโอกาสในการมีรายได้เพิ่มสูงขึ้น และที่สำคัญ ทักษะฝีมือจะเป็นตัวกำหนดระดับรายได้ ขณะเดียวกัน ข่าวร้าย คือ ความสามารถด้านภาษา โดยเฉพาะภาษาอังกฤษและภาษาของประเทศอื่นในอาเซียน ในระดับที่จะสามารถปฏิบัติงานได้อย่างชำนาญ ทั้งนี้ ปัญหาเรื่องภาษานั้นเป็นปัญหาเก่าๆ ที่ถูกพูดถึงเป็นประจำอยู่แล้ว

แต่ข้อจำกัดอื่นที่มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน และยังไม่ถูกพูดถึงมากนัก คือ พฤตินิสัยของคนไทยที่มักจะขาดความกระตือรือร้น ไม่กล้าตัดสินใจ และไม่สามารถการดูแลตัวเอง หรือเรียกรวมๆ ว่าขาดทักษะผจญภัย (adventurous skill) ที่จะไปประกอบอาชีพในต่างแดน ซึ่งต้องอาศัยทักษะการคิดวิเคราะห์ แก้ไขปัญหา ทำงานเป็นทีม ตรงต่อเวลา และมีระเบียบวินัย

เด็กสมัยนี้ไม่มีปัญหาเรื่องการใช้เทคโนโลยี พวกเขาเติบโตมากับการสื่อสารสมัยใหม่ที่เข้าถึงได้ง่ายและมีความรวดเร็ว ทำให้พวกเขาเป็นคนที่กล้าแสดงออก คิดเร็ว ทำเร็ว แต่มีข้อเสียคือ พูดไม่รู้เรื่อง ไม่มีความอดทน รอไม่เป็น ขาดการจัดระบบความคิด และระเบียบในการใช้ชีวิต นี่คือข้อด้อยของแรงงานไทยในอนาคต

และเมื่อภาษาอังกฤษถูกกำหนดให้เป็น “ภาษากลาง” ในการสื่อสารระหว่าง 10 ชาติอาเซียน ทำให้หลายฝ่ายออกมาแสดงความเป็นห่วงกับปัญหาการใช้ “ภาษาอังกฤษ” ของคนไทย เพราะเมื่อดูจากผลสำรวจของสำนักต่าง ๆ ล้วนแต่ชี้ชัดตรงกันว่า “ภาษาอังกฤษ” ของเราสู้เพื่อนบ้านในอาเซียนไม่ได้ และอยู่ใน “ระดับต่ำมาก” บ้างก็ว่าต่ำกว่าอินโดนีเซีย เวียดนาม หรือแม้แต่ “แพ้” ลาว ก็มี

เพราะเราไม่เคยเป็นเมืองขึ้นของใคร? หรือ เพราะเราไม่ใส่ใจที่จะพัฒนาทักษะภาษา ไม่เคยสนใจว่าเพื่อนบ้านเราเขาไปถึงไหนแล้วกันแน่?

เหลือเวลาอีกไม่มากนักสำหรับการเตรียมตัวรับมือก่อนการเปิดเสรีอาเซียน เราต้องเริ่มเปิดหูเปิดตาเรียนรู้เพื่อนบ้านให้มากขึ้น ขณะเดียวกันก็ต้องพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษของเราให้ทัดเทียม และสามารถแข่งขันกับต่างชาติได้ เพื่อหาโอกาสใหม่ ๆ ให้กับตัวเอง หรืออย่างน้อยก็เพื่อเป็นเกราะป้องกันไม่ให้เราเสียโอกาสที่ควรจะเป็นของเรา เช่น งานที่ควรจะเป็นของเรา แต่เรากลับถูก “กำจัดจุดอ่อน” รับต่างชาติเข้ามาทำแทน เพราะต่างชาติมีศักยภาพมากกว่าในอัตราค่าจ้างที่เท่ากัน และคนไทยอาจหางานยากขึ้น หรืออาจตกงานเอาได้ง่าย ๆ นั่นแสดงว่าทันทีที่เปิดเสรีอาเซียนแล้ว ใครที่ทักษะน้อย ความสามารถน้อย อาจจะเสียเปรียบอย่างรุนแรง

ถึงแม้ปัจจุบันประเทศไทยได้ลงนามข้อตกลงยอมรับร่วมคุณสมบัตินักวิชาชีพแล้ว 7 สาขา คือ แพทย์ ทันตแพทย์ พยาบาล นักบัญชี วิศวกร สถาปนิก ช่างสำรวจ ส่วนสาขาวิชาชีพอื่นๆ จะทยอยทำข้อตกลงร่วมกันในอนาคต อาทิ สาขาวิชาชีพท่องเที่ยว ที่ทั้ง 9 ประเทศได้ลงนามข้อตกลงร่วมกันแล้ว แต่ไทยยังอยู่ในกระบวนการเตรียมความพร้อมแล้วก็ตาม

แต่จากการศึกษาของนายอัทธ์ พิศาลวานิช ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ผลการวิเคราะห์เรื่องศักยภาพการแข่งขันของการเปิดเสรีแรงงานวิชาชีพไทยภายใต้ AEC ว่า ประเทศไทยยังไม่มีการเตรียมการเรื่องนี้อย่างจริงจัง รวมถึงภาคแรงงานยังไม่ทราบถึงผลกระทบและการเตรียมตัวในการเปิดเสรี อีกทั้งการเปิดเสรีแรงงานจะส่งผลกระทบต่อภาคการผลิตและบริการของไทยเพราะ ปัจจุบันยังขาดแรงงานที่มีฝีมือและยังมีความเสียเปรียบด้านภาษา และจากการทำการศึกษาในกลุ่มบริการวิชาชีพใน 6 สาขา ได้แก่ งานทันตแพทย์ งานแพทย์ งานพยาบาล งานบัญชี งานวิศวกรรม และงานสถาปัตยกรรม พบว่า กลุ่มวิชาชีพทันตแพทย์ พยาบาลและวิศวกร ส่วนใหญ่ไม่เห็นประโยชน์ของการเปิดเสรีอาเซียน เนื่องจากจะมีแรงงานวิชาชีพต่างชาติเข้ามาหางาน ในไทยมากขึ้น ทั้งนี้กลุ่มที่น่าเป็นห่วงที่สุดคือ ทันตแพทย์และพยาบาล เนื่องจากจะมีทันตแพทย์โอนสัญชาติจากยุโรปเป็นสิงคโปร์ และจะมีพยาบาลจากฟิลิปปินส์เข้ามาใช้สิทธิ์เข้ามาประกอบวิชาชีพจำนวนมาก ซึ่งไทยยังเสียเปรียบด้านภาษาอังกฤษเป็นอย่างมาก ถึงแม้แต่ละวิชาชีพของไทยอยู่ในระดับกลุ่มที่มีศักยภาพในอาเซียน

ดังนั้น ภาครัฐควรเร่งสร้างความรู้ความเข้าใจ ประโยชน์และผลกระทบของแต่ละวิชาชีพ ก่อนที่จะมีการตกลงเปิดเสรีแรงงานอาเซียน รวมถึงเพิ่มเรื่องทักษะภาษาต่างประเทศ พัฒนาแรงงานให้สอดคล้องกับภาคการผลิต อย่างไรก็ดี บรรดาบัณฑิตจะนิ่งนอนใจ รอคอยการช่วยเหลือจากภาครัฐแต่ฝ่ายเดียวไม่ได้ ต้องวิเคราะห์จุดอ่อนจุดแข็งของตัวเองด้วย ทั้งนี้ จากการสำรวจจุดแข็งจุดอ่อนแรงงานไทยในทรรศนะนายจ้าง พบว่า จุดแข็งของแรงานไทยอยู่ที่ฝึกฝนได้ เรียนรู้ง่าย มีความสุภาพอ่อนน้อม และไม่ก้าวร้าว ส่วนจุดอ่อนคือ ขาดการฝึกอบรมอย่างเพียงพอ ขาดทักษะที่เป็นมาตรฐาน และระเบียบในการทำงานต่ำ

ข้อมูลเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า หากเรายังเฉยอยู่ ไม่พัฒนาตัวเอง อนาคตอาจรั้งท้ายทุกประเทศในอาเซียนเลยก็ได้ ถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องฝึกภาษาอังกฤษอย่างจริงจัง เริ่มที่ตัวเราเอง ใครไม่ตื่นตัวเราไม่ต้องรอ เพราะผลที่จะได้ก็เกิดแก่ตัวของเราเองทั้งสิ้น โดยเริ่มฝึกจากภาษาอังกฤษที่อยู่รอบตัวเรา เช่น ฝึกคำศัพท์ ฝึกฟัง ฝึกออกเสียง อ่านหนังสือพิมพ์ อ่านนิทาน อ่านบทความภาษาอังกฤษ ดูหนัง ดูสารคดีแบบไม่ต้องพึ่งซับไตเติ้ล ฟังเพลงภาษาอังกฤษแบบไม่ต้องดูเนื้อร้อง หรือฝึกจากบทเรียนออนไลน์ เป็นต้น เมื่ออ่านบ่อย ๆ ก็จะเขียนเก่ง เมื่อฟังบ่อย ๆ ก็จะจดจำสำเนียง และออกเสียงได้ดีขึ้น ที่สำคัญต้องฝึกอย่างต่อเนื่อง และเมื่อถึงเวลาเปิดอาเซียน เราก็จะสามารถสื่อสารได้อย่างมั่นใจ เพราะภาษาอังกฤษจะไม่ใช่จุดอ่อนของเราอีกต่อไป

และเยาวชนทุกคนจะต้องพัฒนาตนเองให้มากขึ้นกว่าแต่ก่อน ทั้งในเรื่องของภาษา ทักษะความรู้ ทักษะการทำงาน และความรู้อื่นๆที่สร้างประโยชน์ให้กับตนเอง เราจะไม่ได้แข่งกันภายในประเทศอีกต่อไป แต่จะต้องแข่งขันกับชาติพี่น้องอาเซียนอื่นๆอีกมาย หากไม่อยากตกขบวนอาเซียน เราก็ต้องมีคุณลักษณะบัณฑิตไทยที่พึงประสงค์ในประชาคมอาเซียน ดังนี้

  1. มีทักษะและความสามารถใช้ภาษาอังกฤษ-ภาษาประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน
  2. มีความรู้เกี่ยวกับเพื่อนบ้าน ทั้งในด้านวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์
  3. ติดตามข่าวสารเกี่ยวกับอาเซียนและเรียนรู้เกี่ยวกับกฎระเบียบต่างๆ ของอาเซียน
  4. พัฒนาทักษะฝีมือให้สามารถปรับตัวเข้ากับมาตรฐานการทำงานที่เป็นสากล
  5. พัฒนาความสามารถในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ
  6. ปรับกระบวนทัศน์การเรียนรู้ในการพัฒนาศักยภาพรอบด้าน
  7. สร้างความสามารถในการทำงานร่วมกับผู้อื่น โดยเฉพาะการทำงานกับผู้คนต่างวัฒนธรรม

ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น และข้อเสนอทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่บัณฑิตและแรงงานทั้งหลายต้องรับฟังหากต้องการปรับตัวให้เท่าทันกระแสการค้าเสรีเพื่อความอยู่รอด

อย่าตระหนก แต่ต้องตระหนัก!

ที่มา        ชัชชล อัจนากิตติ. จะเอาตัวรอดในอาเซียนอย่างไร. [ออนไลน์].

เข้าถึงได้จาก : http://www.matichon.co.th/. (วันที่ค้นข้อมูล : 6 ธันวาคม 2555).

ผู้จัดทำ  นายยศกร              ชนะคช    เลขที่  6     ม.5/6

นางสาวชนัฐฐา   อรชร         เลขที่  11   ม.5/6

นางสาวปริศา       ยิ้มใย         เลขที่  15   ม.5/6

นางสาววนิชญา   นิลพัฒน์   เลขที่  21   ม.5/6

นางสาววิรัลรัตน์ แสงอำไพ เลขที่ 24   ม.5/6

25 วิธี เพิ่มความฉลาด

ไปอ่านเจอมาค่ะ เลยนำมาให้อ่านกัน เผื่อบางคนจะได้เเพิ่มกิจวัตรที่ทำกันแล้วหลา้ยข้อให้เป็นประโยชน์มากขึ้น

 

หลายคนเชื่อว่า ความฉลาดเป็นสิ่งที่ติดมากับตัว ถ้าโตแล้วก็คงหมดโอกาสที่จะทำให้ตัวเองฉลาดขึ้น …หลายคนเลยปักใจเชื่อว่าตัวเองเป็นคนไม่ฉลาดจนยากจะเยียวยา

แต่ความจริงแล้ว คนส่วนใหญ่ใช้สมองไม่เต็มศักยภาพที่ตัวเองมี ทั้งเพราะความเคยชินและต้องการความสะดวกสบาย

ถ้าหากเมื่อไหร่ที่สมองส่วนที่ถูกละเลย ได้รับการบริหารด้วยการคิดแบบมีระบบ ก็จะช่วยให้คนๆ นั้นกลับมาเป็นคนที่ใช้สมองได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น หรือที่หลายคนเรียกว่า ฉลาดขึ้นนั่นเอง
แต่วิธีไหนบ้างล่ะที่จะทำให้เราฉลาดขึ้นอย่างที่ว่า เราไปดูข้อมูลจาก “นิตยสารนิวส์วีค” กัน

1. เล่นทายปัญหากับเพื่อนๆ
การเล่นทายปัญหาอาจดูเหมือนเป็นเรื่องของเด็กๆ และเสียเวลา แต่จริงๆ แล้วมีผลการวิจัยออกมารองรับว่าการทายปัญหาอย่างสม่ำเสมอจะช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นโรคอัลไซเมอร์ลง … การเล่นเกมทางโทรศัพท์ก็ใช้ได้เช่นกัน เพราะช่วยบริหารสมองได้อีกทางหนึ่ง

2. กินขมิ้นให้บ่อย
ขมิ้นในที่นี้ก็หมายถึงขมิ้นที่อยู่ในอาหารไทยของเรานี่แหละ เชื่อกันว่าขมิ้นมีสารประกอบบางอย่างที่ช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นโรคอัลไซเมอร์ลง

3. เล่นสควอชหรือเต้นรำ
กิจกรรมเหล่านี้นอกจากจะทำให้หัวใจเต้นแรงแล้ว ก็ยังบังคับให้เราต้องใช้สมองไปในเวลาเดียว

4. ดูข่าวจากสำนักข่าวอัล จาซีร่า
จากการศึกษาในปี 2009 พบว่า ผู้ที่ชมข่าวจากอัล จาซีร่า ภาคภาษาอังกฤษ จะเปิดรับสิ่งใหม่ๆ ได้มากกว่าคนที่ดูข่าวจาก ซีเอ็นเอ็น หรือ บีบีซี ซึ่งการเปิดรับสิ่งใหม่ๆ ก็ย่อมจะทำให้เราฉลาดขึ้นอย่างไม่ต้องสงสัย

5. โยนโทรศัพท์ทิ้งบ้าง
แม้ปัจจุบันจะเป็นยุคของข้อมูลข่าวสาร แต่การปิดโทรศัพท์หรือปิดอินเตอร์เน็ตในบางช่วง ก็ทำให้เรามีสมาธิกับงานที่ทำมากขึ้น

6. นอนให้เยอะ
ผลการวิจัยจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดพบว่า แม้เราจะหลับไปแล้วแต่สมองของคนเราจะยังคงพัฒนาในด้านความจำต่อไป และการพักผ่อนให้เต็มที่จะช่วยให้เราเรียกเอาความจำเหล่านั้นกลับมาได้ดีขึ้นในภายหลัง

7. หาเวลาไปงานเทศกาลหนังสือ
เพราะเป็นที่รู้กันดีว่าหนังสือเป็นคลังของความรู้อยู่แล้ว

8. สร้างกล่องความทรงจำขึ้นด้วยตัวเอง
เทคนิคที่จะทำให้เราจำเรื่องต่างๆ ได้ดีขึ้น ก็คือการจำเรื่องต่างๆ โดยนำไปเชื่อมโยงกับภาพ เช่น เห็นภาพๆ หนึ่ง ทำให้นึกถึงเรื่องราวหนึ่งขึ้นมาได้

9. เรียนภาษาที่ 2 ที่ 3
การเรียนภาษาที่ 2 หรือที่ 3 จะช่วยให้สมองในส่วนของ Prefrontal cortex ซึ่งส่งผลต่อการใช้เหตุผลใช้ข้อมูลประกอบการตัดสินใจ-ทำงานได้ดีมากขึ้น

10. กินดาร์กช็อกโกแลต
ดาร์กช็อกโกแลตอาจไม่ได้ช่วยเพิ่มความฉลาดให้เรา แต่มันช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดูดซึมฟลาโวนอยด์ ซึ่งมีคุณสมบัติช่วยต่อต้านสารต้านอนุมูลอิสระและจะส่งผลต่อระบบไหลเวียนเลือด

11. ถักนิตติ้ง
การถักนิตติ้งจะช่วยเพิ่มความสามารถในการกระบวนการจัดลำดับความคิด

12. ไม่ยิ้มบ้างก็ได้
จากการวิจัยพบว่าการทำหน้าตาสงสัยเป็นการแสดงออกที่ง่ายที่สุดว่าคุณกำลังใช้ความคิดอยู่

13. เล่นเกมที่โหดๆ
หมายถึงการเล่นบ้างเป็นครั้งคราว เพราะการเล่นเกมที่โหดๆ บ้างจะช่วยลดความรู้สึกตึงเครียดจากการทำงานหรือเรื่องต่างๆ ของคุณลงได้

14. ฟอลโลว์ทวิตเตอร์คนดังที่น่าสนใจ
จะช่วยให้คุณได้มุมมองในการดำเนินชีวิตแบบใหม่มาใช้ ยกตัวอย่างเช่น นูเรียล รูบินี นักเศรษฐศาสตร์และศาสตราจารย์แห่งคณะบัญชีและการเงินของมหาวิทยาลัยนิวยอร์ก

15. กินโยเกิร์ต
ในโยเกิร์ตมีโพรไบโอติก ซึ่งมีประโยชน์ต่อร่างกายเป็นอย่างมาก ซึ่งก็รวมไปถึงช่วยให้มีความจำดีอีกด้วย

16. โหลดโปรแกรมช่วยจำอย่าง SuperMemo มาใช้
การจำอะไรได้เองก็เป็นเรื่องดี แต่บางทีเราอาจมีเรื่องที่ต้องจดจำมากเกินไป ดังนั้น หากมีโปรแกรมดีๆ ช่วยจดจำตารางงานอีกทางหนึ่ง ก็จะทำให้เราใช้ชีวิตได้ง่ายขึ้น

17. ตรวจสอบระบบการทำงานของสมอง
เดเนี่ยล คาห์เนมัน กล่าวเอาไว้ว่า รูปแบบความคิดของเรามี 2 ลักษณะคือ คิดเร็วและเป็นไปแบบอัตโนมัติ กับคิดช้าและต้องใช้ความพยายามมากหน่อย การเรียนรู้การทำงานของสมองจะช่วยให้เราตรวจสอบตัวเองได้ว่า ขณะนั้นระบบความคิดของเราเป็นไปในลักษณะใด

18. ดื่มน้ำให้มาก
การขาดน้ำจะทำให้สมองทำงานหนักและอาจลดความสามารถในการวางแผนลงไป

19. เล่นดนตรี
การจดจำตัวโน้ต เพื่อเล่นดนตรีช่วยกระตุ้นการทำงานของสมองในด้านความจำและการจัดลำดับความคิด

20. เขียนสิ่งต่างๆด้วยมือ
การพิมพ์อาจจะทำได้สะดวกและรวดเร็วกว่าก็จริง แต่การเขียนจะทำให้สมองได้ทำงานมากกว่า เพราะกลไกของการเขียนมีความซับซ้อนมากกว่าการพิมพ์ด้วยคอมพิวเตอร์

21. ปล่อยให้สมองได้คิดในเรื่องต่างๆบ้าง
การตั้งคำถามกับเรื่องต่างๆ เพื่อให้สมองได้คิดบ้าง เป็นการบริหารสมองอย่างหนึ่ง

22. ดื่มกาแฟ
มีการสำรวจว่าผู้หญิงที่ดื่มกาแฟวันละ 4 แก้ว จะเสี่ยงต่อการเป็นโรคซึมเศร้าน้อยกกว่าผู้หญิงที่ดื่มกาแฟ 1 แก้วต่อสัปดาห์

23. รู้จักเก็บความรู้สึกพึงพอใจ
มีการศึกษาว่า เด็กที่มีความต้านทานต่อการกินขนมหวานได้นานกว่า จะมีคะแนนสอบที่ดีกว่าเด็กที่หยิบมันขึ้นมากินเลยในทันที

24. เขียนรีวิวเรื่องต่างๆ ลงบล็อก
การลงมือเขียนสิ่งต่างๆ ลงบล็อกส่วนตัว จะทำให้สมองของเราทำงานเป็นระบบโดยอัตโนมัติ เพราะเราต้องเริ่มตั้งแต่การลำดับความคิด การเรียบเรียงสิ่งที่จะเขียน การเลือกภาษามาใช้เขียนและสร้างสรรเรื่องราวต่างๆ ออกมา

25. ออกนอกเมืองบ้าง
การออกไปเปิดหูเปิดตานอกเมือง จะช่วยให้สมองได้รับมือกับสิ่งเร้าที่น่าตื่นตาตื่นใจมากขึ้น ถือเป็นการพัฒนาสมองในอีกทางหนึ่ง

ขอบคุณข้อมูลเรื่อง ความฉลาด จากมติชนออนไลน์

 

ขอบคุณ เจ้าของบล็อก Snowy Girl  จาก

http://blog.eduzones.com/snowytest/88033

วันอาซูรอ วันที่ 10 เดือนมุฮัรรอม

เดือนมุฮัรรอม ของมุสลิมเมืองไทย ที่มีตำนานกล่าวขานกันมาว่า ในวันที่ 10 ของเดือนมุฮัรรอมนี้ เป็นวันที่เรือของนบีนูว์ ซึ่งล่องลอยอยู่กลางนาวาเป็นเวลานาน  ถือรอดปลอดภัย ทำให้อาหารที่ตระเตรียมไว้ร่อยหรอลง จึงได้นำส่วนที่พอจะมีเหลืออยู่เอามารวมแล้วกวนกินกัน จึงกลายเป็นตำนานที่มาของ……ขนมอาซูรอ  ส่วนนี้ เป็นความเชื่อกันมายาวนาน เรื่องนบีนุว์ หรือที่ ศาสนิกอื่น อาจรู้จัก ในนามโนอา  ที่สร้างเรือบนยอดเขา

แต่ความสำคัญของวันอาซูรอที่มีหลักฐานที่เชื่อถือได้ก็คือเป็นวันประเสริฐ สำหรับการถือศีลอด รองมาจากเดือนรอมฎอม   ซึ่ง เดือนมุฮัรร็อม ถือเป็นเดือนในลำดับที่หนึ่งของปฎิทินอิสลามตามจันทรคติ

มีหลักฐานว่า

ขณะที่นบีมุฮัมมัด ศ็อลฯ  อพยพไปยังเมืองมะดีนะฮ์ ชาวยิวที่นั่นต่างถือศีลอดในวันอาชูรอฮ์ (วันที่ 10 มุฮัรรอม)  ท่านนบีจึงถามพวกเขาว่า  “วันนี้เป็นวันอะไร ? ”  พวกเขากล่าวว่า “นี่เป็นวันที่ยิ่งใหญ่พระองค์อัลลอฮ์ทรงให้ความปลอดภัยแก่นบีมูซา อลัยฮ์ฯ และหมูชนของท่าน และทรงให้ฟาโรห์และเหล่าทหารของเขาจมน้ำตาย  นบีมูซาจึงถือศีลอดเพื่อขอบคุณพระองค์  เราจึงถือศีลอดในวันนี้ด้วย”

ท่านนีบกล่าวว่า       ” نَحْنُ أَحَقُّ بِمُوْسَى مِنْكُمْ”

“เราสมควรที่จะดำเนินตามมูซายิ่งกว่าพวกท่าน”   แล้วท่านนบีก็ถือศีลอดและใช้ให้บรรดาซ่อฮาบะฮ์ถือสีลอดด้วย”  บันทึกโดย  อัลบุคอรีย์และมุสลิม  จากอิบนิ  อับบาส

ท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม  ได้ยืนยันในความประเสริฐของการถือศิลอดในวันอาซูรออฺด้วยถ้อยคำอันชัดเจน ว่า
سُئِلَ عَنْ صَوْمِ يَوْمِ عَاشُوْرَاءَ فَقَالَ يُكَفِّرُ السَّنَةَ المَاضِيَةَ
“ท่านนบีถูกถามถึงการถือศีลอดในวันอาชูรออฺ ท่านตอบว่า “ลบล้างความผิดตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา” (บันทึกโดยมุสลิม)
นักวิชาการอิสลามได้มีความเห็นตรงกันถึงความประเสริฐของการถือศีลอดในวันอาชูรอ อฺ และมีความเห็นชอบให้ถือศีลอดวันตาซูอาอฺไปด้วย คือวันที่ 9 ของเดือนมุฮัรรอม
และนักวิชาการอิสลามบางท่านมีความเห็นชอบให้ถือศีล อดวันที่ 11 รวมไปด้วย
สรุปแล้วการถือศีลอดในวันอาซูรออฺนี้มี สามระดับด้วยกัน
1-   ถือศีลอดแค่วันเดียว คือ วัน อาซูรออฺ ( 10 มุฮัรรอม )
2-   ถือศีลอดสองวัน คือ วันตาซูอาอฺ และ อาซูรออฺ ( 9-10 มุฮัรรอม)
3-   ถือศีลอดสามวัน คือ วันที่ ( 9-10-11 มุฮัรรอม )

ขอบคุณ ข้อมูล

http://www.sasana.ac.th/main/content.php?page=news&category=17&id=686

http://masor.ac.th/index.php?pagename=newsreligion_detail.php&id=13