น.พ.อภิชัย มงคล อธิบดีกรมสุขภาพจิต เปิดเผยถึงผลสำรวจความฉลาดทางสติปัญญา (IQ) ของเด็กนักเรียนไทยระดับ
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ถึงมัธยมศึกษาปีที่ 3 ทั่วประเทศ 72,780 คน เก็บข้อมูลตั้งแต่เดือนธันวาคม 2553 – มกราคม 2554
ถือเป็นการสำรวจครั้งใหญ่ที่สุดในโลก พบเด็กนักเรียนไทยมีระดับ IQ เฉลี่ย 98.59 ต่ำกว่าค่ากลางมาตรฐานสากล
ที่กำหนดได้ที่ 100 ในจำนวนนี้ร้อยละ 48.5 อยู่ในระดับ IQ ต่ำ ซึ่งกลุ่มนักเรียน
ในโรงเรียนสังกัดคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เป็นกลุ่มที่มีค่าเฉลี่ย IQ ต่ำสุด
ขณะที่นักเรียนในโรงเรียนสังกัดคณะกรรมการการอุดมศึกษา มีระดับ IQ เฉลี่ยสูงสุด
ทั้งนี้ ระบบการศึกษาไม่ใช่ผลโดยตรงที่ทำให้ระดับ IQ ต่ำ แต่เกิดจากการรับสารไอโอดีน
ตั้งแต่ปฏิสนธิจนถึงอายุ 7 ปี ซึ่งหลายพื้นที่ยังไม่ได้รับต่อเนื่อง รวมถึงสภาพแวดล้อมการเลี้ยงดูเด็กที่ขาดความอบอุ่น
เด็กไม่ได้สัมผัสกับธรรมชาติสิ่งแวดล้อม และโภชนาการที่เหมาะสมโดยจังหวัดที่พบเด็ก IQ ต่ำสุดในประเทศคือ
จังหวัดนราธิวาส มี IQ เพียง 88.07 ส่วนจังหวัดที่เด็กนักเรียนมี IQ สูงที่สุดในประเทศคือ
จังหวัดนนทบุรี เฉลี่ยอยู่ที่ 108.91 และพบเด็กกลุ่มอัจฉริยะสูงถึงร้อยละ 9.5
มากกว่าเกณฑ์มาตรฐานสากลที่ร้อยละ 2 ซึ่งช่องว่างระดับสติปัญญาของเด็กนักเรียน
สะท้อนให้เห็นถึงช่องว่างฐานะทางสังคม และความมั่งคั่งของประเทศในอนาคต
จำเป็นต้องผลักดันกฎหมายในประเทศบังคับให้เกลือทุกชนิด
ทั้งเพื่อการบริโภคในคน สัตว์ และอุตสาหกรรม ต้องเป็นเกลือไอโอดีนทั้งหมด

 

นายณรงค์ฤทธิ์ อัศวเรืองพิภพ อาจารย์ประจำวิชาสถิติ คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า จากการสำรวจสำรวจในครั้งนี้ พบว่า ค่าเฉลี่ยระดับไอคิวของเด็กนักเรียนไทยในภาพรวมระดับประเทศอยู่ที่ 98.59 จากค่าเฉลี่ยปกติอยู่ที่ 90 – 109 โดยผลนี้ถือว่าเป็นระดับสติปัญญาที่อยู่ในเกณฑ์ปกติแต่ค่อนไปทางต่ำ ทั้งนี้ หากแยกเป็นรายภาคเรียงลำดับจากมากไปน้อย ได้แก่ กรุงเทพมหานครมีไอคิวเฉลี่ย 104.5 ภาคกลางเฉลี่ย 101.29 ภาคเหนือเฉลี่ย 100.11 ภาคใต้ไอคิวเฉลี่ย 96.85 และภาคตะวันออกเฉียงเหนือเฉลี่ย 95.99

นายณรงค์ฤทธิ์ กล่าวด้วยว่า เมื่อดูในภาพรวมของประเทศ พบว่า มีเด็กเกือบครึ่งหนึ่งหรือร้อยละ 48.5 มีปัญหาระดับสติปัญญาอยู่ในเกณฑ์ต่ำกว่า 100 ซึ่งเป็นเกณฑ์ระดับสากลที่จะต้องพัฒนาให้ได้ รวมทั้งพบว่ามีเด็กกลุ่มที่มีปัญหาระดับสติปัญญาบกพร่อง คือไอคิวต่ำกว่า 70 อยู่ถึงร้อยละ 6.5 เมื่อเทียบกับมาตรฐานสากลคือ ไม่ควรเกินร้อยละ 2
นายณรงค์ฤทธิ์ กล่าวว่า “สำหรับ 10 อันดับจังหวัดที่มีนักเรียนซึ่งมีไอคิว เฉลี่ยสูงกว่าปกติ ได้แก่ 1.นนทบุรีอยู่ที่ 108.91 2.ระยองเฉลี่ย 107.52 3.ลำปางเฉลี่ย 106.62 4.กรุงเทพฯ เฉลี่ย104.50 5.ชลบุรีเฉลี่ย 103.92 6.สมุทรสาครเฉลี่ย 103.73 7.ตราดเฉลี่ย 103.51 8.ปทุมธานีเฉลี่ย103.34 9.พะเยาเฉลี่ย 103.32 และ 10.ประจวบคีรีขันธ์ เฉลี่ย 103.17”
นายณรงค์ฤทธิ์ กล่าวด้วยว่า สำหรับ10 อันดับจังหวัดที่มีนักเรียนไอคิวเฉลี่ยต่ำกว่าปกติ ได้แก่ 1.นราธิวาส เฉลี่ยที่ 88.07 2.ปัตตานีเฉลี่ยที่ 91.06 3.ร้อยเอ็ดเฉลี่ยอยู่ที่ 91.65 4.อุบลราชธานี เฉลี่ยอยู่ที่ 93.51 5.สกลนคร เฉลี่ยที่ 93.74 6.กาฬสินธุ์ เฉลี่ยที่ 93.78 7.กระบี่ เฉลี่ยที่ 93.85 8.หนองบัวลำภู เฉลี่ยที่ 94.06 9.กำแพงเพชรเฉลี่ยที่ 95.22 และ 10.มหาสารคามเฉลี่ยที่ 95.28
โดยยังพบว่า เด็กนักเรียนไทยเพศหญิงมีไอคิวเฉลี่ยสูงกว่า นักเรียนชาย และนักเรียนในเขตเมืองสูงกว่านักเรียนในเขตอื่นๆ ส่วนนักเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษา (สาธิต) มีไอคิวสูงกว่านักเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน สังกัดกรุงเทพมหานคร และสังกัดสำนักงานคณะกรรมการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) โดยมีไอคิว 113.70, 106.35, 101.96 และ 97.59 ตามลำดับ
ด้านนพ.อภิชัย มงคล อธิบดีกรมสุขภาพจิตกล่าวว่า การวิจัยครั้งนี้เป็นการสำรวจทั่วประเทศเป็นครั้งแรกที่ทำการสำรวจกลุ่มตัวอย่างขนาดใหญ่ที่เป็นตัวแทนในระดับประเทศ ระดับภาค และระดับจังหวัด สำรวจเด็กนักเรียน 6-15 ปี ที่กำลังศึกษาอยู่ในระดับประถมศึกษาปีที่ 1-6 และมัธยมศึกษาปีที่ 1-3 ในโรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน สำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษา (สาธิตและราชภัฎ) และสังกัดกรุงเทพมหานคร ทั้ง 76 จังหวัดทั่วประเทศ จากการสุ่มตัวอย่าง 7-19 โรงเรียนต่อจังหวัด จำนวนนักเรียนประมาณ 851 – 1,163 คน ต่อจังหวัดซึ่งสามารถเป็นตัวแทนภาพในระดับจังหวัดได้ โดยมีค่าความคลาดเคลื่อนในระดับจังหวัดไม่เกินร้อยละ 2.8 และเป็นตัวแทนภาพในระดับประเทศ ที่มีค่าความคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริงไม่เกินร้อยละ 0.33

“โดยระดับไอคิวของเด็กนักเรียนไทยครั้งนี้ ยังถือว่าต่ำกว่าประเทศในแถบภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อย่างสิงค์โปร์ ญี่ปุ่น ฮ่องกง เกาหลี และต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซียเล็กน้อย ดังนั้นจึงเป็นสัญญาณว่าประเทศไทยควรมีการเร่งกระตุ้นให้ทุกฝ่ายเห็นความสำคัญของการพัฒนาไอคิว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการรณรงค์ให้มีการเพิ่มสารไอโอดีนในอาหารที่จำเป็น เพื่อสร้างโภชนาการที่ดีซึ่งขณะนี้ สธ.เร่งดำเนินการอยู่ในส่วนของการแจกไอโอดีน และการเติมสารในเครื่องปรุงอาหาร ซึ่งในอนาคตคงต้องประสานงานกับหน่วยงานอื่นอาทิ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงอุตสาหกรรม เพื่อขอความร่วมมือในการออกกฎหมายที่ชัดเจน เพื่อควบคุมให้ผู้ประกอบการมีการเติมสารไอโอดีนลงในผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์ และอาหารต่าง รวมทั้งควบคุมอุตสาหกรรมเกลือและวัตถุปรุงรสอื่น ๆให้มีส่วนผสมของไอโอดีนในปริมาณที่เหมาะสมด้วย” นพ.อภิชัย กล่าว
อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวต่อว่า นอกจากการสร้างโภชนาการที่ดีแล้วการพัฒนาระองค์ความรู้ก็เป็นเรื่องจำเป็น เช่น ผู้ปกครองควรที่จะฝึกให้เด็กมีการอ่านเสริมสร้างจินตนาการ เรียนรู้จังหวะดนตรี และเล่นกีฬาออกกำลังกาย ช่วยส่งเสริมความฉลาดทางสติปัญญา หรือควรมีการกระตุ้นการเรียน

ข่าว จาก เว็บไซค์ผู้จัดการออนไลน์
http://www.manager.co.th/Home/ViewNews.aspx?NewsID=9540000083574

http://www.edvantage.com.sg/edvantage/news/news/687304/Thai_students_found_below_global_average.html

About krupenka

คณิตศาสตร์ไม่ยากอย่างที่คิด

2 responses »

  1. การที่เด็กไทยIQต่ำนั้นมีหลายอย่างที่ทำให้เด็กIQต่ำลงนั้นก็คือการไม่เอาใจใส่ดูแลเด็กตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดาการดูแลลูกในครรภ์มารดาเป็นสิ่งหนึ่งที่สำคัญการรับรู้ของลูก พัฒนาการของเด็กก็จะเติบโตขึ้นเรื่อยๆ การเอาใจใส่ของครอบครัวที่ให้ได้ทั้งความรักความอบอุ่น จะทำให้เด็กกล้าแสดงออก กล้าทำในสิ่งที่ถูกต้อง ครอบครัวคือสิ่งสำคัญที่เป็นหลักให้ลูกทุกคน…

    • krupenka says:

      ค่ะ หนูมีความคิดที่ดีมาก และสามารถเขียนเรียงลำดับความคิดได้ดีไม่สับสน

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s