บันทึกการบรรยายพิเศษในหัวข้อ
“มิติวัฒนธรรมในการสร้างประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน”
โดย ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ เลขาธิการอาเซียน
วันจันทร์ที่ ๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔ เวลา ๑๕.๐๐ – ๑๖.๔๐ น.
ณ ห้องแกรนด์บอลรูม ชั้น ๓ โรงแรม ดิ เอมเมอรัลด์ ถนนรัชดาภิเษก กรุงเทพ

 ผมมาในนามของประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน โดยอาเซียน เกิดขึ้นในประเทศไทย ในปี พ.ศ. ๒๕๑๐

โดยปีนี้ก็มีอายุ ๔๓ ขึ้น ๔๔ ปี โดยถือเป็นมรดกทางการทูตที่สำคัญซึ่งไทยให้ไว้กับภูมิภาคและประชาคมในภูมิภาคนี้

อาเซียนมุ่งสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเป็นการมองทางภูมิศาสตร์

อาเซียนต้องการสร้างความเป็นปึกแผ่น  บูรณาการเศรษฐกิจ ระบบและกระบวนการปรึกษาหารือเพื่อนำไป

สู่ความมั่นคงและความร่วมมือทางการเมือง  ดังนั้น อาเซียนจึงมี ๓ เสาหลัก ได้แก่
๑. ประชาคมการเมือง
๒. ประชาคมเศรษฐกิจ
๓. ประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน

ประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน เป็นเสาสำคัญที่จะนำไปสู่ความสำเร็จและความมั่นคงของอีก ๒ เสาหลัก

เนื่องจากสามารถเชื่อมโยงคนด้วยศิลปวัฒนธรรม มิใช่ด้วยกำไรหรือวัตถุ เนื่องจากเรื่องของศิลปวัฒนธรรม

เป็นเรื่องของสุนทรียภาพ ความดื่มด่ำ ซึ่ง GDP วัดไม่ได้ บ่งบอกด้วยปริมาณตัวเลขไม่ได้ เพราะเป็นองค์ประกอบสำคัญ

ของการเป็นมนุษย์ในสังคม

อาเซียนในปัจจุบัน มีกำลังซื้อมากขึ้น โดยเฉพาะที่มาจากกลุ่มชนชั้นกลาง ซึ่งมีความต้องการบริโภคสิ่งใหม่ๆมากขึ้น

โดยมนุษย์ต้องการเสพสิ่งที่เหนือกว่าวัตถุ เศรษฐกิจ จึงเป็นความท้าทายของอาเซียนว่าจะทำอย่างไรให้คนชั้นกลางที่

อยากเห็นคุณภาพชีวิตที่ดีของตัวเองได้รับการเกื้อหนุน

เราต้องการสร้างอัตลักษณ์ของความเป็นอาเซียน โดยให้เป็นอัตลักษณ์ที่สอง รองมาจากอัตลักษณ์ทางเชื้อชาติ

เพราะอัตลักษณ์อาเซียน จะทำให้เราสามารถร่วมมือกันได้ในหลายๆ เรื่อง และมองอนาคตและวิสัยทัศน์ (vision) ต่อไป

สิ่งซึ่งเป็นปัจจัยนำไปสู่อัตลักษณ์อาเซียนได้แก่
๑. การศึกษา
๒. ศิลปวัฒนธรรม  ซึ่งเป็นสิ่งสิ่งบรรพบุรุษสั่งสมมา เป็นมรดก (heritage) ที่ต่างมีของตัวเอง บางประเทศถึงกับขัดแย้งกันว่า

มรดกทางวัฒนธรรมนั้นเป็นของตน เพราะสิ่งนี้คือทุนทางสังคมวัฒนธรรม (social cultural capital) ที่สำคัญ
ดังนั้น ทำอย่างไรให้ทรัพยากรนี้เพิ่มพูน ทำอย่างไรให้ความรู้สึกเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน มีอนาคตร่วมกันและผูกพันกัน

เพื่อนำไปสู่ประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน

เมื่อ ๓ ปีที่แล้วตอนที่ผมเพิ่งไปถึงกรุงจาร์กาตาร์ ประเทศอินโดนีเซีย สิ่งแรกที่ผมเสนอ คือ

ให้มี The Best of ASEAN Performing Arts โดยให้แต่ละประเทศนำการแสดงของตน

มาแสดงที่กรุงจาร์กาตาร์ ซึ่งจะทำให้คนได้ทราบถึงความหลากหลาย ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างความภูมิใจในหมู่อาเซียน

แต่สิ่งที่ยังคงขาดคือ ความสำคัญที่สมาชิกอาเซียนให้กับศิลปวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ ภาษา

ภาษาถิ่น  sub-culture ในประเทศที่มีวัฒนธรรมหลักแต่เพิกเฉยกับ sub-culture ของแต่ละท้องถิ่นและภูมิภาค
ท่านคึกฤทธิ์ เคยกล่าวไว้ว่า “ทุกสิ่งทุกอย่างในภูมิภาคสวยงาม น่ารัก อ่อนหวาน ดูแล้วจับใจ เพราะมีเอกลักษณ์

แต่เมื่อกรมศิลปากรไปยุ่งทีไร เละทุกที เพราะเอารูปแบบและมาตรฐานของกรุงเทพฯ ไปกลืน sub-culture”

มรดกทางวัฒนธรรมมีความหลากหลาย (diversity) หากไม่ระวังก็จะโดนวัฒนธรรมหลักกลืนไป
เคยมีนักปราชญ์เขียนถึง “One Dimensional Man, one Dimensional Woman” หรือ “มนุษย์มิติเดียว”

ซึ่งเกิดจากระบบเศรษฐกิจสังคมปัจจุบันที่ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นกระแสหลัก ลัทธิบริโภคนิยมไหลบ่าอย่างรุนแรง

ผู้คนมีความชอบเหมือนกันหรือคล้ายคลึงกัน ซึ่งส่งผลให้โลกนี้หมดความน่าเสน่ห์หาลงไปมาก

ซึ่งสิ่งที่ตนอยากเห็นและอยากสงวนรักษาไว้คือ ความหลากหลาย

ทุก sub-culture, ethnic culture มีความหวงแหน อยากรักษาอัตลักษณ์ของตัวเองไว้ เพราะเป็นสิ่งที่คุ้นเคย

จึงไม่ควรมองว่าสิ่งเหล่านี้จะไปขัดแย้งกับความมั่นคง ความสามัคคี และความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

เพราะหลายประเทศสร้างมาจากวัฒนธรรมที่หลากหลาย เช่น ประเทศอเมริกา สิงคโปร์ มาเลเซีย

ไม่ได้เกิดจากเชื้อชาติเดียว แต่เป็นสังคมสายรุ้ง มีทุกสีสัน

ดังนั้น ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ความมีเสถียรภาพ ความรักชาติ ไม่ได้ทำให้คนเหมือนกันหมด

การทำให้คนสะดวก สบายที่จะแสดงวัฒนธรรมและอัตลักษณ์ของตัวเองภายใต้กรอบ/ระบบ

ช่องว่าง (gap)/ความเหลื่อมล้ำที่มีไม่มากต่างหากที่เป็นหลักประกันความมั่นคงในการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ

และที่สำคัญที่สุดคือ เป็น products ที่สามารถ packaged ขายนักท่องเที่ยวได้

สิ่งที่เป็นเสน่ห์ การบริโภคทางจิตใจนั้นอยู่ที่ความหลากหลายและสีสัน ซึ่ง roadmap ที่จะสร้างประชาคมอาเซียน

จึงให้ความสำคัญกับด้านศิลปวัฒนธรรมและสังคม เพราะเมื่อไหร่ที่อาเซียนเดินหน้าผลักดันให้คนเหมือนกัน

อาเซียนก็จะหมดเสน่ห์ และยังนำไปสู่ความขัดแย้งและความรุนแรงต่างๆ ดังนั้น ประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน

จึงต้องส่งเสริม สนับสนุนความหลากหลาย  และ creativity ทำให้เกิด cultural products

ซึ่งสามารถให้การท่องเที่ยวนำไปขายได้ เช่น อาหารในภูมิภาคต่างๆ ต้องมีพลวัตรในการสร้างสรรค์จาก

แต่ละหน่วยวัฒนธรรมต่างๆ ไม่ใช่โดย conform จากอาหารกรุงเทพฯ

คนฟิลิปปินส์ ร้องเพลงเก่ง เสียงดี อักขระถูกต้อง ออกเสียงภาษาอังกฤษชัดเจน แต่ทำได้แค่ร้องเพลงที่คนอี่นแต่งมาให้ร้อง

ในขณะที่คนไทยมี creativity สูงมาก จึงควรรักษาให้ไทยมีพลวัตรด้านดนตรีทุกด้าน ทุกแขนง ทุกรูปแบบ

ความหลากหลายคือจุดเริ่มต้นของ creativity ต้อง adapt adopt ดึงมา ปรับให้เข้ากับเรา แล้วสร้างสรรค์สิ่งใหม่ต่อยอด

จากฐานที่หลากหลาย จะดีกว่าต่อยอดสิ่งที่รวมให้เหลือเพียงหนึ่งหรือสอง อย่างเช่นพันธุ์พืช ถ้ามีความหลากหลายก็จะ

ได้สิ่งใหม่ๆที่ดีมากขึ้น เป็นความหลากหลายทางชีวภาพ (bio-diversity)

วัฒนธรรมก็เช่นเดียวกัน ต้องรักษาความแตกต่างหลากหลายไว้ จะนำมาใช้เป็นสินค้าทางการท่องเที่ยวก็ไม่เป็นไร

แต่ต้องระวังเรื่องสิทธิเสรีภาพ โดยหาจุดแลกเปลี่ยนที่สมดุล เหมาะสม อย่างเช่นกรณี กระเหรี่ยงคอยาว

ศิลปวัฒนธรรมควรมีการส่งเสริมให้รักษา อย่างสลัมคลองเตย คนที่เข้าไปดูรู้สึก excited แต่เราไม่ได้อยู่เอง

ก็เหมือนวัฒนธรรม เราเข้าไป appreciate แล้วปล่อยให้เขาพัฒนา ช่วยเหลือตัวเอง ซึ่งวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

จะช่วย empower ทุกคน ซึ่งต้องระวังจะทำให้ sub-culture รู้สึกว่าถูกเบียดเบียน จะทำให้เค้าสร้างกลไกที่จะ

ปกป้องตัวเอง (defense mechanism)

ผมเคยเป็นคณะกรรมมาธิการปรองดองฯ ซึ่งนายอานันท์ ปันยารชุนเป็นประธาน เมื่อ๓-๔ ปีที่แล้ว โดยนายอานันท์  ปันยารชุน

กล่าวในที่ประชุมครั้งหนึ่งว่า ตนมีพ่อมอญแม่เจ๊ก มีใครบ้างในกรรมมาธิการ ๕๘ คนที่เป็นไทยร้อยเปอร์เซ็นต์ แล้วเราคือใคร

ที่จะไปบอกว่าคนอื่นต้อง conform ตามมาตรฐานวัฒนธรรมของคนกรุงเทพฯ

อาเซียนก็เช่นเดียวกัน จะมาตั้งมาตรฐานให้เหมือนกันไม่ได้ นายอานันท์เคยกล่าวไว้ว่า พวกเราในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา

นับถอยหลังไม่เกินสี่ชั่วอายุคน ล้วนอพยพมาจากที่อื่นทั้งนั้น นี่คือผลผลิตหลากหลายทางวัฒนธรรม อาเซียน

มิได้ต้องการให้คนเหมือนกันในทุกมิติ

JFK กล่าวไว้ว่า เมื่อไหร่ก็ตามที่อำนาจทำให้คนลุ่มหลงและทางเลือกชีวิตแคบลง, poetry expands vision of human

เพราะบทกวีพูดในเชิงสัญลักษณ์ เพราะบทกวีให้แรงบันดาลใจในสิ่งที่เป็นข้อเท็จจริง (truth) ที่บางครั้งยอมรับไม่ได้ในภาษาปกติ

ท่านพุทธทาส กล่าวถึง “ภาษาคนกับภาษาธรรม” “ภาษาคน”มีความหลากหลาย แต่ “ภาษาธรรม” น้อยคนที่จะเข้าถึง

แต่ถ้าเข้าถึงได้จะเห็นถึงสัจธรรม เห็นถึงความจริง

ปัจจุบันใช้ภาษามนุษย์จึงขัดแย้งกัน ติดขัดที่คำพูดมากกว่าที่จะไปเปิดวิสัยทัศน์ของมนุษย์ที่ยอมรับว่าต้องแตกต่าง

ต้องหลากหลาย มีคนเปรียบเทียบว่า มนุษย์เป็นสัตว์สัญลักษณ์ มนุษย์ใช้สัญลักษณ์ชี้นำสู่สัจธรรมความจริง เช่น

หากเราชี้นิ้วไปยังดวงจันทร์ สุนัขจะดูที่นิ้ว ไม่มองไปที่จุดที่ต้องการจะชี้ แต่ถ้าเป็นมนุษย์ จะดูไปที่สิ่งที่ต้องการให้มอง

มนุษย์จึงแตกต่างจากสัตว์ เพราะมนุษย์เป็น symbolic animal

ดังนั้น ศิลปวัฒนธรรมที่ผลิต เป็น symbol ค่านิยมในสังคม เช่น ท่ารำบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ หรือท่ารำร่อนแร่

เป็น non-verbal communication และสิ่งที่ลึกไปกว่านั้น คือ  อะไรที่อยากจะสื่อ คนในวงการศิลปวัฒนธรรม

จะต้องเข้าใจ อ่อนไหว sensitive หยั่งรู้ลึกและถ่ายทอดออกไปได้ เพราะศิลปวัฒนธรรมเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต

เติมเต็มและทำให้ชีวิตมีค่า

ในอาเซียน มาเลเซียและอินโดนีเซียขัดแย้งกันในเรื่องของความเป็นเจ้าของ ท่ารำซึ่งกล่าวหาว่าลอกกัน

ซึ่งเป็นเรื่องของทรัพย์สินทางปัญญา ความหลากหลายที่มีคือสิ่งที่ต้องรักษาไว้ และใช้ให้เป็นประโยชน์

ประธานมูลนิธิ Japan Foundation กล่าวว่า ในสังคมที่มีความขัดแย้ง สิ่งที่จะสร้างความปรองดอง คือ

ให้ผลิตงานวัฒนธรรมของตนเองตามรูปแบบที่พวกเขาสั่งสมและประคับประคองมา ซึ่งเห็นด้วยว่าการสร้างความปรองดอง

ไม่ได้อยู่ที่ตัวเลขทางเศรษฐกิจหรือ GDP แต่เสถียรภาพอยู่ที่การได้เป็นตัวของตัวเอง การได้แสดงวัฒนธรรมของตัวเอง

ก่อนที่สงครามเย็นจะสิ้นสุด กำแพงเบอร์ลินจะถูกทำลาย คนส่วนใหญ่ตั้งความหวังว่าโลกจะสงบ มีสันติภาพ

แต่ไม่นานก็มีผู้เขียนหนังสือชื่อ  The Clash of Civilization (โดย Samuel Huntington) ซึ่งวิเคราะห์ไว้ว่าคนในสังคม

จะทะเลาะกันเรื่องอัตลักษณ์ของตนเอง ยิ่งพัฒนา ยิ่งมีโลกาภิวัตน์ ความต้องการแสดงอัตลักษณ์ของตนก็จะยิ่งมากขึ้น

จึงเป็นความท้าทายว่าจะจัดการอย่างไร ซึ่งนักเศรษฐศาสตร์และนักรัฐศาสตร์ก็ไม่มีคำตอบให้ นักบริหารจัดการก็

ไม่มีทางออกให้ จึงมีแต่แวดวงศิลปวัฒนธรรมเท่านั้นที่จะช่วยได้

JFK กล่าวไว้ว่า “Whenever power corrupts, poetry reminds” (เมื่อใช้อำนาจเกินขอบเขต ศิลปวัฒนธรรมเตือน)

เพราะ power has its limitation โดยดูอียิปต์เป็นตัวอย่าง อยู่มาได้ ๓๐ ปี เพียงวันเดียวก็ล่มสลาย ดังนั้น

หากไม่ให้ space หรือพื้นที่ให้คนแสดงอัตลักษณ์ก็จะมีปัญหา

อาเซียนตระหนักว่า หากจะสร้างประชาคมอาเซียน ต้องส่งเสริมประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน

ให้ทุกคนในอาเซียนตระหนักว่ามรดกทางวัฒนธรรมมีค่า ต้องรักษาไว้ หากทำไม่ได้ ในปี ๒๐๑๕

อาเซียนก็จะยืนอยู่บนรากฐานที่สั่นคลอน (shaky foundation)

ความจริงตั้งใจจะมาคุยกับผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงวัฒนธรรม เรื่อง การจัดงานมหกรรมศิลปะการแสดง

ชั้นเยี่ยมของอาเซียน (The Best of ASEAN Performances) ในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๕ ธันวาฯ ๒๕๕๔

โดยเชิญอาเซียน+๓ เพื่อต้องการสร้างประชาคมเอเชียตะวันออก (East Asia) กิจกรรมการแสดงจะมีหลากหลายให้คนดูมีทางเลือก

เช่น อาจอยากดูงิ้วปักกิ่งที่โรงละครแห่งชาติ หรืออาจอยากชมนาฏศิลป์ชั้นยอดของบาหลีที่ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย

โดยจัดงานในระยะเวลาประมาณ ๑ สัปดาห์ถึง ๑๐ วัน

Message สุดท้ายที่อยากฝากไว้คือ ทุกท่านมีส่วนประคับประคองและสนับสนุนสิ่งที่อาเซียนใช้คำว่า small and medium cultural enterprises (SMCE) ซึ่งหมายถึงหน่วยที่ผลิตสินค้าทางวัฒนธรรมขนาดกลางและขนาดย่อม ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน

ขอบคุณ    สำนักความสัมพันธ์ต่างประเทศ สำนักงานปลัดกระทรวงวัฒนธรรม :ถอดความ

http://www.m-culture.go.th/detail_page.php?sub_id=2641

About krupenka

คณิตศาสตร์ไม่ยากอย่างที่คิด

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s